Monday, April 25, 2011

พระเจ้าสอนให้คริสเตียน “ เ ป็ น ลู ก ก ตั ญ ญู ”

พระเจ้าสอนให้คริสเตียนเป็นลูกกตัญญู -1- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

พระเจ้าสอนให้คริสเตียน “ เ ป็ น ลู ก ก ตั ญ ญู ”

มีคำกล่าวว่า “ ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี ”
คนดีนั้น ไม่ได้ดูหรือวัดกันได้ง่ายๆ ไม่ได้วัดจากสภาพที่อยู่อาศัยว่าใหญ่หรือเล็ก ไม่ได้วัดจากการแต่งกายว่าดูดีหรือซอมซ่อ ไม่ได้วัดจากการศึกษาว่าจบดอกเตอร์หรือไร้การศึกษา คนเก่ง คนมีความสามารถ คนร่ำรวย ไม่ได้เป็นอัตโนมัติว่าจะเป็นคนดี หรือเป็นคนกตัญญู
เครื่องมือในการวัดคน วัดใจคน วัดความดีของคนนั้นในปัจจุบันยังไม่มี แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถบ่งบอกได้ว่าบุคคลนั้นเป็นคนดีหรือไม่ คือ การแสดงออกภายนอกของบุคคลนั้นๆ (ต้องเป็นพฤติกรรมที่ทำประจำไม่ได้ทำเพื่อหวังผล หรือทำเพราะจำใจ) เช่น การแสดงความกตัญญู การให้เกียรติ การให้ความเคารพ แก่ครูบาอาจารย์ แก่ผู้มีพระคุณ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบิดามารดาของตน
มนุษย์คนใดก็ตามหากแม้นกับบิดามารดาของตนยังอกตัญญูได้ เขาจะเป็นตัวอันตรายของสังคมอย่างแท้จริง เขาจะสามารถทำลาย ทำร้าย ทรยศ หักหลัง คนที่อยู่รอบข้างของเขาได้ทุกคน เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของเขา นั่นเพราะเขาเป็นคนเห็นแก่ตัว และไม่ว่าเขาผู้นั้นจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เขาเป็นเครื่องมือชั้นเลิศของมาร
ในสังคมเราจึงมีคำสอน มีสุภาษิตและข้อคิดมากมาย เพื่อสอนให้คนรู้จักกตัญญูรู้คุณคน เช่นคำว่า …
“ กตัญญูในบ้านดีกว่าเครื่องเซ่นหน้าหลุมศพ ” อันหมายถึง เราควรทำดีกับพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณในขณะที่ท่านเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ เพราะเมื่อท่านตายไปแล้ว ต่อให้เราไปคร่ำครวญหรือหาอาหารชั้นเลิศไปวางหน้าหลุม ท่านเหล่านั้นก็คงไม่รับรู้สิ่งใด
ขอยกตัวอย่างข้อคิดดีๆ เรื่องหนึ่ง ดังนี้

มีบ้านหลังหนึ่งอยู่ในฟาร์ม พ่อลูกคู่หนึ่งกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน ฝ่ายพ่อนั้นเป็นชายชราอายุมากพอสมควร ส่วนลูกชื่อจอห์นนั้นยังหนุ่มยังแน่น บ่ายวันนั้นมีวัวตัวหนึ่งเล็มหญ้าอยู่ในฟาร์ม
พ่อถามขึ้นมาว่า “จอห์น นั่นตัวอะไรลูก”
จอห์น ตอบพ่อว่า “อ๋อ วัวนะพ่อ”
เวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที พ่อก็หันไปถามจอห์นอีกครั้ง
“จอห์น นั่นตัวอะไรนะลูก”
จอห์น ตอบพ่อว่า “วัวครับพ่อ”
เวลาผ่านไปอีกประมาณ 10 นาที พ่อก็หันไปถามจอห์นอีกครั้ง
“นั่นมันตัวอะไรนะลูก”
จอห์นเริ่มมีอารมณ์หงุดหงิด ตอบว่า “ก็วัวไงพ่อ วัวตัวเดิมนั้นแหละ”
เวลาผ่านไปอีกสักพัก พ่อยังคงถามคำถามเดิมกับจอห์น
“มันเป็นตัวอะไรนะลูก”
จอห์นมีอารมณ์ฉุนเฉียวและโมโหพ่อของตัวเองมากขึ้น กล่าวเสียงดังว่า
“ก็วัวนั่นแหละพ่อ ถามคำถามเดิมอยู่ได้ ผมบอกแล้วไงว่านั่นวัว วัว วัว เขาเรียกว่าวัวครับพ่อ ถ้าพ่อยังถามคำถามเดิมอีกผมจะไม่พูดกับพ่อแล้วนะ”

พระเจ้าสอนให้คริสเตียนเป็นลูกกตัญญู -2- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ชายชรายังคงถามคำถามเดิมกับลูกชาย
“นั่นมันตัวอะไรนะลูก”
ครั้งนี้ทำให้จอห์นโมโหมาก เอะอะโวยวายใส่พ่อของตนว่า “พ่อนี่ท่าทางแก่จนเลอะเทอะ จำอะไรไม่ได้ ถามซ้ำถามซากอยู่ได้ ผมไม่อยู่ด้วยแล้ว ไปอยู่ในบ้านดีกว่า” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินกลับเข้าบ้าน ปล่อยให้ชายชรานั่งอยู่ตามลำพัง
เวลาผ่านไปจนเย็นและค่ำ ชายหนุ่มเตรียมอาหารเย็นและสังเกตว่าพ่อของตนยังไม่ได้เข้ามาในบ้าน จึงเดินออกไปดูที่ระเบียงหน้าบ้าน และพบว่า ท่านยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ด้วยสายตาที่เหม่อมองไปนอกบ้าน ข้างตัวท่านมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางอยู่ ซึ่งดูก็รู้ว่าเจ้าของคงเพิ่งบันทึกเรื่องราวบางอย่างลงไป
ลูกชายถือวิสาสะ เปิดหนังสือเล่มนั้นอ่านโดยไม่ได้ขออนุญาตจากพ่อ พบใจความที่สำคัญว่า
เมื่อ 30 ปีก่อน ผมมีลูกชายที่น่ารักคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กน่ารักมาก ผมตั้งชื่อเขาด้วยตัวเองว่าจอห์น ในครั้งที่เขาเพิ่งเริ่มหัดพูด เขาก็พูดมากอย่างเด็กคนอื่นๆ ทั่วไป แต่ผมรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กที่พูดได้น่ารักที่สุดในโลก ผมพาเขาออกมานั่งเล่นรับลมที่ระเบียงหน้าบ้าน
ตอนนั้นเขายังไม่รู้จักตัวอะไรมากนัก มีวัวตัวหนึ่งกินหญ้าอยู่หน้าบ้าน จอห์นถามผมว่า “นั่นตัวอะไรครับพ่อ” ผมก็ตอบว่า “วัวจ๊ะลูก” ผ่านไปไม่กี่นาที เขาก็ถามผมอีกว่า “นั่นตัวอะไรครับพ่อ” ผมก็ตอบด้วยความชื่นใจว่า “วัวจ๊ะลูก” ผมจำได้ว่าบ่ายวันนั้นทั้งวันเขาเฝ้าเพียรถามคำถามเดิม ถามแล้วถามเล่า ไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกรำคาญ ไม่รู้สึกเบื่อหรือหงุดหงิด แต่กลับชื่นใจและมีความสุขทุกครั้งที่ได้ตอบคำถามของลูก
แต่ในวันนี้ ผ่านไป 30 ปี ในสถานที่เดิม คำถามคำเดิม คู่สนทนาคู่เดิม แต่เปลี่ยนจากผู้ตอบเป็นผู้ถาม และผู้ถามเป็นผู้ตอบ ผมถามเขาแค่ 5 ครั้ง เขากลับหงุดหงิด รำคาญ โมโหและหาว่าผมเป็นคนแก่ที่คนเลอะเลือน …
จอห์นปิดบันทึกเล่มนี้ด้วยน้ำตา และก้มกราบพ่อของตน
อ่านแล้วท่านได้ข้อคิดหรือไม่? หลายครั้งเราเองก็ทำตัวเหมือนจอห์นนั่นแหละ
สำหรับคริสเตียนนั้น พระเจ้าสอนให้คนของพระองค์เป็นลูกที่กตัญญู ให้เกียรติและเคารพบิดามารดาของตน โดยมีพระวจนะมากมายที่ยืนยันเรื่องนี้

1. พระวจนะสอนให้คริสเตียนเป็นลูกกตัญญู
สุภาษิต 1: 8-9 บุตรชายของเราเอ๋ย จงฟังคำเตือนของพ่อเจ้าและอย่าทิ้งคำสั่งสอนของแม่เจ้า เพราะทั้ง
สองนั้น เป็นมงคลงามสวมศีรษะของเจ้า เป็นจี้ห้อยคอของเจ้า
พระเจ้าสอนให้คริสเตียนฟังคำสอน คำแนะนำ คำตักเตือนของบิดาและมารดา เพราะทั้งสองอย่างนั้น หมายถึง
(1) มงคลงามสวมศีรษะ
การรับคำสั่งสอน คำเตือนของพ่อแม่นั้น เป็นความสง่างามของชีวิต เป็นสิริมงคลในชีวิตลูก
(2) จี้ห้อยคอ
หลายคนสวมจี้ห้อยคอเป็นเครื่องประดับ หลายคนใช้เป็นเครื่องลางของขลัง เป็นวัตถุมงคล สำหรับคนที่ฟังคำสอนและคำเตือนของพ่อแม่นั้น ก็ถือเป็นความสวยงามของชีวิต อีกทั้งยังทำให้ชีวิตปลอดภัย เพราะคำสอนของพ่อแม่เป็นมงคล เป็นเหมือนวัตถุมงคลประจำตัวลูก

พระเจ้าสอนให้คริสเตียนเป็นลูกกตัญญู -3- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

มาระโก 7:10 จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า และ ผู้ใดประณามบิดามารดาจะต้องมีโทษถึงตาย
พระวจนะตอนนี้ตรงตามตัวอักษร คือ พระเจ้าสอนว่า เป็นคริสเตียนต้องให้เกียรติบิดามารดาของตน
และผู้ที่ประณาม ผู้ที่ดูถูก ดูหมิ่น บิดามารดาของตนมีโทษถึงตาย เป็นกฎที่ชัดเจนและเด็ดขาดที่คริสเตียนทุกคนไม่สามารถหลบเลี่ยงได้
ในสมัยโบราณนั้นผู้ใดประณามบิดามารดาของตนจะถูกขว้างด้วยก้อนหินจนตาย ซึ่งไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด ถ้าจะเปรียบกับปัจจุบัน คือ พระพร ความเจริญ ความสง่างาม เกียรติของชีวิตได้ตายจากผู้นั้นไปแล้ว

เอเฟซัส 6:1-3 ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้น
เป็นการถูก จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า นี่เป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วย เพื่อเจ้าจะไปดีมาดี
และมีอายุยืนนานที่แผ่นดินโลก
จากพระวจนะนี้ พระเจ้าสอนให้เราเป็นลูกที่กตัญญู ดังนี้
(1) นบนอบเชื่อฟังบิดามารดา
นบนอบเชื่อฟัง คือ การเชื่อฟังบิดามารดาด้วยความเคารพ อ่อนน้อม เต็มใจ มิได้เชื่อฟังเพราะถูกบังคับ
หรือเชื่อฟังเพราะเราหวังผลตอบแทนจากท่าน
(2) ให้เกียรติแก่บิดามารดา
ให้ความเคารพ ยกย่องท่านเสมอทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ทำสิ่งใดที่เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ
ของพ่อแม่
(3) ผลที่ได้เมื่อเรากระทำตามพระวจนะ
- ไปดีมาดี : จะไปไหนมาไหนพระเจ้าจะคุ้มครอง
- มีอายุยืนยาว : พระเจ้าจะอวยพรให้เรามีชีวิตที่ยืนยาว พร้อมความสุขใจ

2ทิโมธี 3:1-5 แต่จงเข้าใจข้อนี้ คือว่าในสมัยจะสิ้นยุคนั้น จะเกิดเหตุการณ์กลียุค เพราะมนุษย์จะเห็นแก่
ตัว เห็นแก่เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบด่าว่า ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา อกตัญญู ไร้ศีลธรรม ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัย
กัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี ทรยศ มุทะลุ หัวสูง รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า ถือ
ศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่น แท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ คนเช่นนั้นท่านอย่าคบ
พระเยซูไม่เพียงสอนให้คริสเตียนเป็นลูกกตัญญูเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงต่อว่าและไม่เห็นด้วยกับคนที่อกตัญญู โดยจัดรวมคนพวกนี้อยู่ในกลุ่มของพวกคนไร้ศีลธรรม ไร้มนุษยธรรม เป็นคนเกลียดชังความดี และถือศาสนาแต่เปลือกนอก แต่ละเลยแก่นแท้ของศาสนา และพระองค์ย้ำกับเราว่า …“หากเจอคนประเภทนี้อย่าไปคบ”
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเข้มงวดเรื่องความกตัญญูรู้คุณคน
1ทิโมธี 5:8 ถ้าแม้ผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบ้านเรือนของตน ผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธพระศาสนาเสียแล้ว และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้เชื่อเสียอีก
พระวจนะตอนนี้เป็นอีกข้อหนึ่งที่ยืนยันว่าพระเจ้าไม่เห็นด้วยกับความอกตัญญู คนที่ไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน พระเจ้าถือว่าได้ปฏิเสธพระศาสนา คือ ได้ปฎิเสธพระเจ้า ไม่ต่างจากผู้ที่ไม่เชื่อเลย
พระเจ้าสอนให้คริสเตียนเป็นลูกกตัญญู -4- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ลองคิดดูว่า คนที่ไม่ดูแลและเลี้ยงดูบิดามารดาของตน พระเจ้าจะทรงต่อว่าหนักแค่ไหน
คริสเตียนไม่เพียงแต่ต้องให้เกียรติ ต้องเคารพและเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่เท่านั้น แต่หน้าที่ของลูกกตัญญู
คือ เลี้ยงดูและดูแลท่านเป็นการตอบแทนพระคุณที่ท่านได้ดูแลเรามา

ลูกา 14:26-33 ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยาและพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของ
ตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ ผู้ใดมิได้แบกกางเขนของตนตามเรามา ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้
ด้วยว่าในพวกท่านมีผู้ใดเมื่อปรารถนาจะสร้างตึก จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่า จะมีพอสร้างให้สำเร็จหรือไม่
เกรงว่าเมื่อลงรากแล้ว และกระทำให้สำเร็จไม่ได้ คนทั้งปวงที่เห็นจะเยาะเย้ยเขา ว่า คนนี้ตั้งต้นก่อ แต่ทำให้
สำเร็จไม่ได้ หรือมีกษัตริย์องค์ใดเมื่อจะยกกองทัพไปทำสงครามกับกษัตริย์อื่น จะมิได้นั่งลงคิดดูก่อนหรือว่า ที่ตน
มีพลทหารหมื่นหนึ่ง จะสู้กับกองทัพที่ยกมารบสองหมื่นนั้นได้หรือไม่ ถ้าสู้ไม่ได้ เมื่อยังอยู่ห่างกัน ก็จะใช้พวกทูต
ไปขอเป็นไมตรีกัน ก็เช่นนั้นแหละ ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้
พระวจนะตอนนี้เป็นปัญหามากสำหรับผู้ที่ไม่ได้อ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่ม
หรือไม่ได้อ่านพระวจนะทั้งบริบท จับแต่ข้อนี้ ตอนนี้ โดยเฉพาะคำว่า “ชังบิดามารดาของตน” มาโจมตี
แล้วสรุปว่าพระเยซูสอนให้คริสเตียนชังบิดามารดาของตน

ขออธิบายพระวจนะตอนนี้ ดังนี้
คำว่า “ชัง” ไม่ได้หมายความว่า “เกลียด” เพียงแต่พฤติกรรมที่แสดงออกมาบางประการอาจทำให้คนภายนอก
เข้าใจว่าคริสเตียนเกลียดชังบิดามารดาของตน เพราะพระวจนะตอนนี้พระเยซูกำลังสั่งสอนถึงการเสียสละในการเป็นศิษย์ของพระองค์ พระเจ้ามิได้ตรัสว่าให้ “ชังบิดามารดา” เท่านั้น แต่คริสเตียนต้อง “ชังตนเอง” ด้วย
ขอยกตัวอย่าง ดังนี้
(1) คริสเตียนบางท่านถูกพ่อแม่ห้ามไม่ให้เชื่อพระเจ้า ห้ามไม่ให้เป็นคริสเตียน แต่เขาก็ยังเชื่อพระเจ้า เขายังเป็นคริสเตียน พฤติกรรมนี้ อาจทำให้พ่อแม่บางท่านเสียใจ ร้องไห้ ซึ่งดูภายนอกแล้วเหมือน “ชังบิดามารดาของตน”
(2) ลูกชายที่เป็นคริสเตียน หลายคนเจอคำขอร้องของพ่อแม่ที่ยังไม่เชื่อให้บวชตามหลักศาสนาให้พ่อกับแม่ แต่เมื่อลูกมาเป็นคริสเตียนแล้ว เชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะบวชได้อีก เพราะการบวชนั้นจะได้พรได้บุญก็ต่อเมื่อผู้ที่บวชต้องมีความศรัทธาในพระศาสนาอย่างแท้จริง
การไม่บวช ไม่ได้หมายความว่า ไม่เคารพศาสนาอื่น ไม่เคารพพ่อแม่ แต่เพราะการเป็นคริสเตียนนั้นเราถือว่าได้บวชใจและเป็นการบวชตลอดชีวิตด้วย ซึ่งพฤติกรรมนี้ก็ดูเหมือน “ชังบิดามารดาของตน”
(3) คริสเตียนบางท่านเมื่อเชื่อพระเจ้า ก็มีความศรัทธาอย่างแรงกล้าจนอยากเป็น มิชชั่นนารี เป็นผู้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลา (คือไม่ทำงานอื่นใดนอกจากรับใช้พระเจ้า) ในขณะที่พ่อแม่ของเขาอาจคาดหวังให้เขาประกอบอาชีพอื่นๆ ที่มีหน้ามีตาในสังคมมากกว่า มีรายรับที่มั่นคงมากกว่า มีเกียรติและมีศักดิ์ศรีมากกว่า (ตามความคิดของพ่อแม่) เช่น เป็นนายแพทย์ เป็นข้าราชการ เป็นนักธุรกิจ เป็นต้น เมื่อเขาไม่สามารถทำตามที่พ่อแม่คาดหวังว่าจะดีสำหรับเขาได้ พฤติกรรมนี้ก็ดูเหมือน “ชังบิดามารดาของตน”
พระเจ้าสอนให้คริสเตียนเป็นลูกกตัญญู -5- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

(4) แม้ชีวิตของตนเอง เราก็ยังต้อง “ชัง”
หมายถึง เราเป็นคริสเตียนที่มีความเชื่อเข้มแข็ง เมื่อเสร็จจากหน้าที่การงานประจำของตนเองแล้ว เรายังจัดเวลาในการรับใช้พระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์หนุนใจ การเยี่ยมเยียน หรือสอนพระวจนะแก่พี่น้องในคริสตจักร

โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เสียสละเวลาในการพักผ่อน เวลาในการท่องเที่ยว เวลาในการสนุกสนาน เพื่อทุ่มเทให้งานของพระเจ้า หรืออีกตัวอย่างเช่น เราทำงานหาเงิน เก็บสะสมเงิน เพื่อจะซื้อสิ่งของอำนวยความสะดวกในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยาน ตู้เย็น แอร์ รถยนต์ ฯลฯ แต่ในขณะนั้นคริสตจักรกำลังระดมทุนเพื่อราชกิจในส่วนต่างๆ เช่น งานพันธกิจ งานสร้างพระวิหาร ฯลฯ เราก็สละความสะดวกสบายส่วนตัว ล้มเลิกสิ่งที่เราจะซื้อ แต่นำเงินส่วนนั้นมาถวายให้กับพระเจ้าผ่านคริสตจักรด้วยความยินดี พฤติกรรมที่แสดงออกนั้นก็ดูเหมือน “ชังตัวเอง” ซึ่งการชังตัวเองในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง การเอามีดมาเฉือนเนื้อตัวเอง หรือทรมานตัวเองในรูปแบบต่างๆ แต่เป็นการเสียสละความสุขของตนเองเพื่อผู้อื่น เพื่องานของพระเจ้า
(5) ใน ข้อ 33 กล่าวว่า “ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้”
ไม่ได้หมายความว่ามาเป็นคริสเตียน มาเป็นสาวกของพระเจ้าแล้วจะต้องขายบ้านทุกหลังที่มี ขายรถทุกคัน ขายทรัพย์สินสารพัดที่ตนมีอยู่ แต่หมายถึง ชีวิตที่อุทิศเพื่ออาณาจักรของพระเจ้า อาณาจักรฝ่ายวิญญาณ เพื่อนำคนไปสวรรค์ ช่วยให้คนได้พ้นทุกข์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีการเสียสละเวลาของตนเอง เหมือนกับหมอที่สงสารคนไข้ แม้ไม่ได้อยู่เวรก็ยังมารักษาคนป่วย เหมือนพ่อแม่ที่เสียสละเวลาด้วยความยินดีในการดูแลลูกตลอดชีวิต บางท่านทำงานหนัก เก็บออมเงิน เพื่อทิ้งมรดกให้ลูกหลาน เก็บเงินให้ลูกเป็นแสน เป็นล้าน เป็นหลายล้าน แต่ตัวเองใช้จ่ายอย่างประหยัด พฤติกรรมเช่นนี้ก็จัดอยู่ในหมวดเดียวกับ ไม่รักตัวเอง ชังตัวเอง

2. ข้อคิดเกี่ยวกับพระคุณของบิดามารดา
เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก
- พ่อแม่เริ่มดูแลลูกตั้งแต่ยังไม่คลอด เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไว้รอลูก โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งแม่ต้องบำรุงตัวเอง ดูแลตัวเองอย่างดี เสียเงินพบหมอไม่ขาดเพื่อให้ลูกคลอดมาสมบูรณ์
- เมื่อคลอดมาเป็นทารก พ่อแม่ใส่ใจและทุ่มเททุกอย่างให้ลูก อยากกินก็ได้กิน อยาก
นอนก็ได้นอน จะอุจจาระปัสสาวะ พ่อแม่เช็ดให้เสร็จสรรพ
เข้าสู่วัยเรียน
- โตขึ้นมาหน่อย ก็เป็นธุระของพ่อแม่ที่จะหาโรงเรียนให้เรียน หาชุดนักเรียนให้ใส่
หาเงินให้ไปโรงเรียน
- อยู่ในวัยเรียนลูกอยากได้อะไรทัดเทียมกับเพื่อนๆ ก็พ่อแม่นั่นแหละเป็นผู้หาให้ เช่น
กระเป๋าใหม่ รองเท้าใหม่ โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ที่พ่อแม่ยินดีหาให้ด้วยความเต็มใจ (ถ้าทำได้)
- ยิ่งเรียนสูงค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่ม แต่พ่อแม่ทุกคนปรารถนาให้ลูกของตนเรียนสูงที่สุด

พระเจ้าสอนให้คริสเตียนเป็นลูกกตัญญู -6- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

เข้าสู่วัยทำงาน
- หลายคนเรียนจบก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะฝากงานให้ หางานให้ทำ
- หลายคนขี้เกียจหางานทำ หรือหางานไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดู
- หลายคนทำงานมีเงินเดือนแล้ว แต่ก็ยังพึ่งพ่อแม่กิน ต้องให้พ่อแม่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ
ค่าโทรศัพท์ ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถยนต์ และผ่อนอื่นๆ อีกจิปาถะ ซึ่งแน่นอนว่าพ่อแม่ทำด้วยความยินดี
เข้าสู่วัยมีครอบครัว
- เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องหาสินสอดทองหมั้น หาเงินเพื่องานแต่งงานลูก
- เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกให้ลูก (เลี้ยงหลาน) โดยไม่รับค่าจ้าง และไม่เห็น แก่ความเหน็ดเหนื่อย
- เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องดูแลบ้านแทนลูก (เพราะลูกต้องไปทำงาน) กวาดบ้าน ล้างจาน ตัดหญ้า ทำสวน ฯลฯ ซึ่งหากเราต้องไปจ้างคนอื่นคงต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่พ่อแม่ทำให้ด้วยความเต็มใจ
ภารกิจที่ไม่มีวันสิ้นสุดของพ่อแม่
- เงินทุกบาท ทุกสตางค์ที่หาได้ ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี ตลอดชีวิต เพื่อสร้าง
ชีวิตให้ลูก สร้างความมั่นคงให้ลูก สร้างอนาคตให้ลูก สร้างมรดกให้ลูกทั้งสิ้น
- ทำงานหนัก เหน็ดเหนื่อย เสียสละ แบกภาระ เพื่อลูก ไม่เคยคิดมูลค่าหรือราคา ทำด้วยความยินดี
และเต็มใจที่จะทำตลอดชีวิตของการเป็นพ่อแม่
- ให้อภัยและให้โอกาสแก่ลูกตลอดชีวิต ผิดแค่ไหน ชั่วแค่ไหน อภัยเสมอ
- รัก ห่วงใย ปรารถนาดี ไม่มีที่สิ้นสุด
ในสังคมปัจจุบัน เป็นภาพชินตาที่พ่อแม่ถูกลูกทอดทิ้งยามแก่ชรา หลายคนถูกส่งไปบ้านพักคนชรา หลายมีชีวิตยามยถากรรมไปวันๆ หรือแม้บางคนได้อยู่กับลูกหลาน แต่ไม่เคยได้รับเกียรติและการเอาใจใส่เลย ซึ่งคนของพระเจ้าจะไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน เพราะคำสอนของพระเจ้าก็ได้สอนเรา และเราควรที่จะดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามหลักคำสอนของพระองค์ และเราจะเห็นว่ามีพรมากมายตามมาสำหรับคนที่ให้เกียรติและเคารพเลี้ยงดูบิดามารดาของตน ในขณะเดียวกันก็มีภัยพิบัติมากมายหากลูกคนใดอกตัญญูต่อบิดามารดาของตน

ขอฝากพระวจนะ กาลาเทีย 6:9 ที่ว่า “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี …
เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร”
การทำความดี เป็นเรื่องที่ออกต้องแรง ต้องเหนื่อย ต้องลงทุน พระเจ้าจึงหนุนใจเรา
ไม่ให้เมื่อยล้าในการทำดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำดีตอบแทนผู้มีพระคุณต่อชีวิต
ของเรา คิดถึงสิ่งที่พ่อแม่ได้ทำเพื่อเรา เราจะมีกำลังในการทำดีกับท่าน

มีคำพูดของผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าท่านหนึ่งกล่าวว่า
ถ้าเรากำลังจะทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นสำหรับคนอื่น ก็ขอจงทำอย่างรวดเร็ว
เพราะเวลากำลังจะหมดไป…


พระเจ้าสอนให้คริสเตียนเป็นลูกกตัญญู -7- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

“ ข้าพเจ้าอาจผ่านเส้นทางนี้เพียงครั้งเดียว
เพราะฉะนั้นการใดๆ ที่ข้าพเจ้าสามารถทำได้ หรือความเมตตาใดที่ข้าพเจ้าสามารถ
แสดงออกได้ ขอให้ข้าพเจ้าได้ทำเดี๋ยวนี้ ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้เหนี่ยวรั้ง ผ่อนผัน
หรือละเลย ไม่ใส่ใจ เพราะว่าข้าพเจ้าอาจไม่ได้ผ่านเส้นทางนี้อีกครั้ง”
การกตัญญูต่อบิดามารดานั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องคิดนาน ไม่ใช่สิ่งที่เราควรเหนี่ยวรั้งหรือผัดผ่อน
เพราะใครจะรู้ว่าหากเราไม่ทำดีต่อท่านในวันนี้ เราอาจจะไม่มีโอกาสได้ทำดีกับท่านเลยก็ได้

เรื่อง “ บันไดทองของชีวิต ” จาก “ ยน.10:10 ”

คำเทศนา เรื่อง บันไดทองของชีวิต -1- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

เรื่อง “ บันไดทองของชีวิต ” จาก “ ยน.10:10 ”

ยน.10:10 ...เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์
- ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ เป็นชีวิตที่ทุกคนใฝ่ฝัน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นได้
- ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ เป็นธรรมชาติชีวิตของชาวสวรรค์และผู้เชื่อ
- ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ เป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีความสุข ทั้งด้านร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ
พระเยซูคริสต์ มาเพื่อให้ชีวิตที่ครบบริบูรณ์แก่มนุษย์ ชีวิตที่ครบบริบูรณ์นั้น เป็นเป้าหมายของมนุษย์ทุกคน และในขบวนการก้าวไปสู่ความครบบริบูรณ์ของชีวิตนั้น พระเจ้ามีบันไดทองของชีวิต 5 ขั้น เพื่อนำเราก้าวไปสู่จุดนั้น

1. พระเยซูคริสต์ มาเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตที่ครบบริบูรณ์
พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์โดยสะท้อนความเป็นตรีเอกานุภาพของพระองค์ ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วย 3 ส่วน
คือ ร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ ความครบบริบูรณ์ที่พระเจ้าประทานให้เรานั้น
เป็นความครบบริบูรณ์ทุกด้านไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
1.1 ความบริบูรณ์ด้านร่างกาย
ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ สิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ ปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ยารักษาโรคและที่อยู่อาศัย
สิ่งเหล่านี้ พระเจ้าจะทรงประทานให้กับคนของพระองค์ไม่ขาด มีพอ มีเหลือ พระเจ้าทรงสัญญา
2คร.9:8-9 และพระเจ้าทรงฤทธิ์อาจประทานของดีทุกสิ่งอย่างอุดมแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านมีทุกสิ่งทุกอย่างเพียงพอสำหรับตัวเสมอ ทั้งจะมีสิ่งของบริบูรณ์สำหรับงานที่ดีทุกอย่างด้วย ตามที่พระคัมภีร์ได้เขียนไว้ว่า เขาแจกจ่าย เขาให้แก่คนยากจน ความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่เป็นนิตย์
ถ้าเราประพฤติตามแนวทางของพระเจ้า ความบริบูรณ์ทางร่างกายจะเป็นของเรา
ทางของพระเจ้า การร่ำรวยหรือการมีเงิน ไม่ได้เป็นบาปแต่อย่างใด สิ่งที่เป็นบาป คือ การเป็นทาสเงินต่างหาก
คนของพระเจ้า จำเป็นต้องมีมาก เพื่อที่เขาจะสามารถให้ออกไปได้มากด้วย มีเพื่อให้ ไม่ใช่มีเพื่ออวด
แต่ทั้งนี้เราจะมีได้ ก็ต้องเชื่อฟังพระเจ้าและกระทำตามสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสไว้
สดด.91:16 เราจะให้เขาอิ่มใจด้วยชีวิตยืนยาว และสำแดงความรอดของเราแก่เขา
ความบริบูรณ์ด้านร่างกายนั้น ไม่เพียงแต่มีไม่ขาดเท่านั้น แต่พระเจ้ายังประทานสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ให้กับเราด้วย
เราจะมีความสุขใจพร้อมด้วยอายุที่ยืนยาว (บางคนอายุยืนยาว แต่เต็มไปด้วยความทุกข์เพราะสุขภาพไม่ดี)

1.2 ความบริบูรณ์ด้านจิตใจ
จิตใจ คือ อารมณ์ แนวคิด ทัศนคติ พระเจ้าจะดูแลให้เรามีความบริบูรณ์ในด้านนี้ด้วย
บางคนร่ำรวย แต่ปราศจากความสุข บางคนเป็นผู้มีชื่อเสียง แต่จบลงด้วยการฆ่าตัวตาย
เพราะร่างกายกับจิตใจเป็นคนละส่วนกัน พระเจ้าไม่เพียงดูแลเราฝ่ายร่างกายเท่านั้น แต่พระเจ้าดูแลเราด้านจิตใจด้วย
สดด.119:98-100 พระบัญญัติของพระองค์ กระทำให้ข้าพระองค์ฉลาดกว่าศัตรูของข้าพระองค์ เพราะพระบัญญัตินั้นอยู่กับข้าพระ องค์เสมอ ข้าพระองค์มีความเข้าใจมากกว่าบรรดาครูของข้าพระองค์เพราะบรรดาพระโอวาทของพระองค์เป็นคำภาวนาของข้า พระองค์ ข้าพระองค์เข้าใจมากกว่าคนสูงอายุ เพราะข้าพระองค์รักษาข้อบังคับของพระองค์
พระวจนะของพระเจ้า จะทำให้เรามีแนวคิดและทัศนคติที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต
ถ้าเราคิดถูก ทำถูก ชีวิตของเราก็มีความสุข เพราะว่าชีวิตของมนุษย์เริ่มต้นที่ใจ
สภษ.4:23 จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะว่าชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ
ความสุข ความทุกข์ของคนเริ่มต้นจากใจ จากความคิด จากทัศนคติ จากอารมณ์ที่อยู่ภายใน
คำเทศนา เรื่อง บันไดทองของชีวิต -2- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

1.3 ความบริบูรณ์ด้านจิตวิญญาณ
ที่สุดของชีวิตมนุษย์ คือ จิตวิญญาณ เพราะจิตวิญญาณมนุษย์มาจากพระเจ้าและจิตวิญญาณนั้นเป็นนิรันดร์
ปฐก.2:7 พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผลคลีดินระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต
“ลมปราณของพระเจ้า” คือ “จิตวิญญาณของมนุษย์”
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่มีจิตวิญญาณ เพราะพระเจ้าระบายลมปราณของพระองค์ในมนุษย์
จิตวิญญาณ เป็นที่ก่อให้เกิดศีลธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ซึ่งมีในมนุษย์เท่านั้น
ปญจ.12:7 และผงคลีกลับไปเป็นดินอย่างเดิม และจิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานให้มานั้น
วันหนึ่งร่างกายของมนุษย์ต้องกลับไปเป็นดิน จิตใจสูญสลายไป แต่จิตวิญญาณยังคงอยู่และต้องกลับไปหาพระเจ้า
พระเจ้าประทานความบริบูรณ์ฝ่ายจิตวิญญาณ คือ พระเจ้ามาเติมเต็มด้านจิตวิญญาณของมนุษย์
ลึกๆ มนุษย์ทุกคนรู้ว่ามีสิ่งที่อยู่เหนือตัวเอง การตั้งศาสนาต่างๆ เป็นการแสดงออกว่ามนุษย์ต้องการพระเจ้า
ผู้ที่พบกับพระเจ้า ก็จะรับการเติมเต็มด้านจิตวิญญาณที่เราแสวงหานั้น
โลกนี้เรามีความสุขและมีสันติสุขจากพระเจ้า โลกหน้าจิตวิญญาณของเรากลับไปอยู่กับพระองค์
หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด แต่มีชีวิตเป็นนิจนิรันดร์กับพระเจ้า นี่คือความบริบูรณ์ด้านจิตวิญญาณ
รม.14:17 เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้านั้นไม่ใช่การกินและการดื่ม แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสุข และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ยน.5:24 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว

2. ขบวนการที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ มีบันไดทอง 5 ขั้น ดังนี้
พระเจ้ามาเพื่อให้ความบริบูรณ์แก่มนุษย์ก็จริง แต่กว่าที่มนุษย์จะรับความบริบูรณ์นั้นได้ ต้องใช้เวลา ต้องมีขบวนการ
พระเจ้าจะสร้างเราเป็นขั้นตอน ตั้งแต่เกิดจนตาย และพระเจ้าประสงค์ให้เราสร้างคนอื่นๆ ในแบบเดียวกัน
2.1 บันไดทองของชีวิต ขั้นที่ 1 : อายุ 1-15 ปี
บันไดทองของชีวิต ขั้นที่ 1 คือ ขั้นแรกของชีวิต ช่วงเวลาของวัยเด็ก
ถ้าเราสร้างบันไดขั้นนี้อย่างแข็งแรง ชีวิตก็สามารถก้าวไปสู่ขั้นต่อๆ ไปได้อย่างเข็มแข็ง
ข้อคิดในการเดินขึ้นบันไดทองของชีวิต ขั้นที่ 1
(1) เราต้องตระหนักว่า วัยเด็กเป็นวัยที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นก้าวแรกของชีวิต
ใครที่จะมีชีวิตครบบริบูรณ์ ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกอย่างถูกต้อง
ก้าวแรกของเราจะถูกต้อง ต้องมีแนวคิดที่ถูกต้องจากพระเจ้า แนวคิดนั้นคือ “เราเป็นเมล็ดพันธุ์ของพระเจ้า”
ปฐก.1:26 แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและ ฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน"
เราเก่งจากพระเจ้า เราถูกสร้างอย่างพระเจ้า อยู่ในโลกเพื่อทำความดี ขยายเผ่าพันธุ์แห่งความดีของพระเจ้า
(2) ต้องมีการเพาะเมล็ดพันธุ์ของพระเจ้าอย่างเร็วที่สุด เพราะวัยนี้มีความสามารถเรียนรู้อย่างรวดเร็ว
สิ่งแวดล้อมรอบตัว สิ่งที่เขาเห็น สิ่งที่เขาได้ยิน จะซึมซับและก่อตัวเป็นจิตวิญญาณของเขา
เราคงได้ยินคำว่า you are what you eat ไม่ได้หมายถึงร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงอารมณ์ และจิตใจที่ได้รับผ่านสิ่งที่เห็นด้วย
ตัวอย่าง เกิดในครอบครัวที่พูดด้วยเหตุผล – เด็กจะมีเหตุผลตามที่เขาเห็น
เกิดในครอบครัวที่ใช้อารมณ์ – เด็กจะใช้อารมณ์ตามที่เขาเห็น
(3) หลักในการสร้างเด็ก
ก. ใส่ใจ แต่ไม่ตามใจ
คำเทศนา เรื่อง บันไดทองของชีวิต -3- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

พ่อแม่ทุกคนเลี้ยงลูก แต่น้อยคนสร้างลูก ... ลูกจะเติบโตอย่างเข้มแข็ง เราต้องสร้าง
ในการสร้างต้องใส่ใจ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญ แต่ไม่ตามใจไปทุกเรื่อง เพราะในที่สุดจะเป็นการรังแกและฆ่าลูก
ข. รูรั่วนิดเดียว ทำให้เรือใหญ่จมได้
การคิดว่าเขายังเป็นเด็ก อะไรปล่อยได้ให้ปล่อย อะไรผ่านได้ให้ผ่าน เป็นความประมาท อาจฆ่าและทำลายเด็กได้
เด็กจะมีอนาคตดี มีคุณธรรม พ่อแม่ต้องปั้นสร้างตั้งแต่ยังเด็ก
ค. พ่อแม่ต้องเป็นแบบชีวิตของลูก มีอิทธิพลชีวิตต่อลูก
พาเขาทำ ... สิ่งที่ดีๆ ให้เขาทำ, ดูห่างๆ และให้รางวัล ใส่สิ่งดีๆ ในจิตใจ ในตา ในอารมณ์ของเด็กตลอดเวลา
ง. พ่อแม่ต้องรักษาคำพูด ยิ่งเด็ก ยิ่งต้องมีเหตุผล ให้ คือ ให้, ตี คือ ตี
(4) ข้อคิดจากพระวจนะ
สภษ.22:6 จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่พรากจากทางนั้น
สภษ.12:1 ผู้ใดที่รักวินัยก็รักความรู้ แต่บุคคลที่เกลียดการตักเตือนก็เป็นคนโฉด
สภษ.19:18 จงตีสอนบุตรชายของตนเมื่อยังมีความหวัง อย่าจงใจให้เขาถึงพินาศไป
สภษ.20:30 การเฆี่ยนที่ให้เป็นบาดแผล ก็ชำระความชั่วเสีย การโบยตีกระทำให้ส่วนลึกที่สุดสะอาดสะอ้าน
สภษ.29:15 ไม้เรียวและคำตักเตือนให้เกิดปัญญา แต่ถ้าปล่อยเด็กไว้แต่ลำพังจะนำความอับอายมาสู่มารดาของตน
ต้องฝึก ต้องสร้าง ต้องให้วินัยชีวิตแก่เขาตั้งแต่เด็ก
บันไดทองขั้นแรก คือ อายุ 1-15 ปี เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการสร้าง ในการฝึก ในการสอน
เพราะยังเป็นไม้อ่อน ดัดง่าย ปั้นง่าย เราอยากให้เขาเป็นอย่างไร สร้างเขาตั้งแต่ตอนนี้
(5) ตัวอย่างผู้รับใช้ในพระคัมภีร์ที่ถูกสร้างตั้งแต่เด็ก
ก. โมเสส
อพย.2:5-10 เมื่อพระราชธิดาของฟาโรห์ลงไปสรงที่แม่น้ำ และพวกสาวใช้เดินเที่ยวไปตามริมฝั่ง พระนางทรงเห็นตะกร้าอยู่ ระหว่างกอปรือ จึงทรงสั่งให้สาวใช้ไปนำมา เมื่อเปิดตะกร้านั้นออกก็เห็นทารกกำลังร้องไห้ พระนางทรงเมตตาทารกนั้น ตรัสว่า "นี่เป็นลูกชาวฮีบรู" พี่สาวทารกจึงทูลถามพระราชธิดาของฟาโรห์ว่า "จะให้หม่อมฉันไปหานางนมชาวฮีบรูมาเลี้ยงทารกนี้ให้พระนาง ไหม" พระราชธิดาของฟาโรห์จึงมีรับสั่งว่า "ไปหาเถิด"หญิงสาวนั้นจึงไปเรียกมารดาของทารกนั้นมา ฝ่ายพระราชธิดาของฟาโรห์ จึงตรัสสั่งหญิงนั้นว่า "รับเด็กนี้ไปเลี้ยงไว้ให้เราแล้วเราจะให้ค่าจ้าง" หญิงนั้นจึงรับ ทารกไปเลี้ยงไว้ เมื่อทารกเติบใหญ่ขึ้นแล้ว นางก็พามาถวายพระราชธิดาของฟาโรห์ พระนางก็รับไว้เป็นพระราชบุตรของพระนาง ประทานชื่อว่า โมเสส ตรัสว่า "เพราะเราได้ฉุดขึ้นมา {ชื่อ โมเสส คล้ายคำฮีบรูที่แปลว่า ฉุดขึ้นมา} จากน้ำ"
ข. ทิโมธี
2ทธ.1:5 ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่านและบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน
กจ.16:1 ฝ่ายเปาโลไปยังเมืองเดอร์บีกับเมืองลิสตราด้วย และนี่แน่ะ ที่นั่นมีสาวกคนหนึ่งชื่อทิโมธี มารดาเป็นชาติยิว และเป็นศิษย์พระเยซู แต่บิดาเป็นชาติกรีก
ค. พระเยซูคริสต์
ลก.2:51-52 แล้วพระกุมารก็ลงไปกับเขา ไปยังเมืองนาซาเร็ธ อยู่ใต้ความปกครองของเขา มารดาก็เก็บเรื่องราวทั้งหมดนั้นไว้ในใจ พระเยซูก็ได้จำเริญขึ้นในด้านสติปัญญา ในด้านร่างกาย และเป็นที่ชอบจำเพาะพระเจ้า และต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย
เด็ก คือ อนาคตของชาติ อนาคตของคริสตจักร อนาคตของครอบครัว เขาจะเป็นอย่างไรขึ้นกับเราสร้างเขาอย่างไรในวันนี้

2.2 บันไดทองของชีวิต ขั้นที่ 2 : อายุ 16-30 ปี
ในช่วงอายุนี้ สามารถรับการสร้างได้มากขึ้น เพราะความเข้าใจชีวิตมีมากขึ้น
คำเทศนา เรื่อง บันไดทองของชีวิต -4- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ถ้าในขั้นนี้เราไม่สร้างชีวิตให้ดี อาจจะไม่สามารถเดินขึ้นบันไดทองขั้นต่อไปได้
ข้อคิดในการเดินขึ้นบันไดทองของชีวิต ขั้นที่ 2
(1) ต้องสร้างวินัยชีวิตให้มากขึ้น
1คร.9:24-27 ท่านไม่รู้หรือว่าคนเหล่านั้นที่วิ่งแข่งกันก็วิ่งด้วยกันทุกคน แต่คนที่ได้รับรางวัลมีคนเดียว เหตุฉะนั้นจงวิ่งเพื่อชิงรางวัลให้ได้ ฝ่ายนักกีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบ เขากระทำอย่างนั้นเพื่อจะได้มงกุฎใบไม้ซึ่งร่วงโรยได้ แต่เรากระทำเพื่อจะได้มงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรยเลย ส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมาย ข้าพเจ้ามิได้ต่อสู้อย่างนักมวยที่ชกลม แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้
วินัย ทำให้นักกีฬาประสบความสำเร็จได้อย่างไร วินัย ก็ทำให้ชีวิตเราประสบความสำเร็จอย่างนั้น
(2) ต้องมีเหตุผลมากขึ้น
1ปต.3:15 แต่ในใจของท่าน จงเคารพนับถือ พระคริสต์ว่าเป็น องค์พระผู้เป็นเจ้า จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด แต่จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ
จะตัดสินใจทำสิ่งใด ต้องมีเหตุมีผล ต้องมีที่มาที่ไป
(3) ต้องทำงานหนักมากขึ้น
ปฐก.2:15 พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน
คุณค่าของคน เกิดจากการทำงาน พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้ทำงาน เริ่มตั้งแต่สวนเอเดน
การทำงาน ถือเป็นเกียรติศักดิ์ศรีของชีวิตมนุษย์ คนไม่ทำงาน แม้จะร่ำรวยล้นฟ้า แต่ถือว่าชีวิตไร้เกียรติและไม่มีคุณค่า
ที่สำคัญ พระเจ้าอวยพรคนของพระองค์ผ่านหน้าที่การงานที่เขาทำ ถ้าเราไม่ทำงานเราก็ไม่สามารถรับพระพรได้
2ธส.3:10 แม้เมื่อเราอยู่กับพวกท่าน เราก็ได้กำชับอย่างนี้ว่า ถ้าผู้ใดไม่ยอมทำงานก็อย่าให้เขากิน
(4) ต้องประหยัด เก็บออมมากขึ้น
ในขั้นนี้ ถือเป็นขั้นของการเริ่มสร้างชีวิต ถ้าเราไม่รู้จักประหยัดและเก็บออม เราจะไม่มีเหลือไม่มีเก็บ
ยน.6:12 เมื่อเขาทั้งหลายกินอิ่มแล้วพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า "จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ อย่าให้มีสิ่งใดตกหล่น"
พระเยซูสั่งให้เก็บเศษอาหาร เล็งถึง พระเจ้าสอนให้เรารู้จักเก็บออม เห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ

2.3 บันไดทองของชีวิต ขั้นที่ 3 : อายุ 30-45 ปี
ข้อคิดในการเดินขึ้นบันไดทองของชีวิต ขั้นที่ 3
(1) ต้องเรียน ทำงานและเก็บออมให้มากขึ้น เพราะเป็นขั้นลงรากฝังลึก
ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะทำงานหนักตอนหนุ่มสาวและเที่ยวกันตอนแก่
ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบ้านเรา เพราะไม่รับการสอนการสร้างตั้งแต่ขั้นแรก
จึงสนุกสนานในวัยหนุ่มสาว และเป็นภาระของสังคมเมื่อวัยชรา
- ต้องประหยัดให้มากที่สุด เพื่อมีทุนเพิ่มขึ้น
- ต้องเป็นนักลงทุน ต้องมีรายได้หลายอย่าง อย่าเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเดียว
- ต้องอุดรูรั่วของชีวิต เช่น เลิกฟุ่มเฟือย เลิกชั่ว (อบายมุข ทำให้เสียทุกอย่าง) เลิกขี้เกียจ เป็นต้น
(2) ต้องเตรียมชีวิต รับใช้พระเจ้าและเป็นประโยชน์ต่อสังคม
ก. ปรัชญาของนักมวย “ไม่สำคัญว่าหมัดหนักแค่ไหน สำคัญที่รับหมัดหนักได้แค่ไหน”
ถ้าเราไม่รับการเตรียมชีวิต เราก็ไม่สามารถรับใช้พระเจ้าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้
ข. เป้าหมายชีวิต ต้องเป็น “สะพาน” ไม่ใช่ “ปลายทาง”
คำเทศนา เรื่อง บันไดทองของชีวิต -5- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ค. ชีวิตต้องเป็นดวงอาทิตย์ให้ได้ แม้ตกต่ำยังส่องแสงในโพรงหญ้า ขึ้นสูงสุดก็ยังสว่างเหมือนเดิม
(3) ต้องเพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ วิสัยทัศน์ให้กว้างขึ้น
ก. นิยามความสำเร็จ
ความสำเร็จ กับ ความลำบาก เป็นของคู่กัน
ความสำเร็จ กับ ความลำบาก ทำให้เราเห็นโลกที่สมบูรณ์ เพราะเห็นทั้งสองด้าน
สดด.23:4-5 แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระ องค์ คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์ พระองค์ทรงเตรียมสำรับให้ข้าพระองค์ ต่อหน้าต่อตาศัตรูของข้าพระองค์ พระองค์ทรงเจิมศีรษะข้าพระองค์ด้วยน้ำ มัน ขันน้ำของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่
หุบเขาเงามัจจุราช ปัญหาและอุปสรรค สร้างวีรบุรุษและวีรสตรี
ข. นิยามความสุข
การดำเนินชีวิตอย่างผู้รู้ มีประโยชน์ มีสาระ ส่งผลให้ชีวิตมีความสุข แม้จะไม่สะดวกสบาย
วัตถุ เสื่อมสภาพ เป็นความสุขจอมปลอม แต่ความสุขที่แท้จริง คือ การเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
(4) รับการสร้างจากพระวจนะให้แข็งแกร่ง
มธ.16:18 ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตรและบนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้
ถ้าเรารับการสร้างอย่างแข็งแกร่งจากพระวจนะของพระเจ้า แม้ความตายก็ไม่สามารถทำลายเราได้
ชีวิตของเราจะตั้งมั่นคงดำรงเป็นนิตย์
ก. ความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ของคน ไม่ได้วัดกันที่วัตถุ แต่วัดที่วิธีคิดและการกระทำ
ข. ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเป็นได้
ค. นกในกรงออกจากกรงไม่ได้ฉันใด ผู้เขลาออกจากทุกข์ไม่ได้ฉันนั้น
ง. เราหวังสิ่งที่ดีที่สุด และเตรียมรับสิ่งเลวร้ายที่สุดได้
ฟป.4:11-13 ข้าพเจ้าไม่ได้บ่นถึงเรื่องความขัดสน เพราะข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใดๆข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญกับความอิ่มท้องและความอดอยาก ความสมบูรณ์พูนสุข และความขัดสน ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า
รม.8:35-37 แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้าพระองค์จึงถูกประหารวันยังค่ำ และนับว่าเป็นแกะสำหรับจะเอาไปฆ่า แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย
พระวจนะของพระเจ้า ทำให้เราเป็นผู้ที่แข็งแกร่งตัวจริง

2.4 บันไดทองของชีวิต ขั้นที่ 4 : อายุ 45 – 60 ปี
ข้อคิดในการเดินขึ้นบันไดทองของชีวิต ขั้นที่ 4
(1) อายุมากขึ้น ชีวิตต้องมีองค์ความรู้มากขึ้น
ในขั้นนี้ อย่าเพียงมีอายุมากขึ้นเท่านั้น แต่องค์ความรู้ในชีวิตของเราต้องมากขึ้นด้วย
ก. ต้องรู้แบบบูรณาการ
ความรู้แบบบูรณาการ คือ ต้องรู้จักป่าทั้งผืน ไม่ใช่รู้จักเพียงต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งเท่านั้น
ในป่าประกอบด้วยต้นไม้หลากหลายชนิด ทุกชนิดต้องพึ่งพากันและกัน
คำเทศนา เรื่อง บันไดทองของชีวิต -6- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ในโลกนี้ก็เช่นเดียวกัน ประกอบด้วยมนุษย์ที่มีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เราต้องมีความเข้าใจชีวิต
เราจะอยู่ท่ามกลางความหลากหลายได้อย่างมีความสุข ก็ต่อเมื่อมองโลกอย่างบูรณาการ
ทุกคนต่างมีความหลากหลาย แม้อึดอัดแต่ต้องอดทน ต้องมีศิลปะในการอยู่ร่วมกัน
ข. ต้องเกี่ยวข้องกับศาสตร์ทุกศาสตร์
ในโลกนี้มีศาสตร์ต่างๆ มากมาย เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เกษตรศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ
แต่ศาสตร์ทุกศาสตร์เป็นหนึ่งเดียว เราต้องสามารถเชื่อมโยงศาสตร์แต่ละศาสตร์ไว้ด้วยกันได้
แล้วเราจะสามารถใช้ประโยชน์จากศาสตร์แต่ละศาสตร์ได้อย่างมีคุณค่า
(2) อายุมากขึ้น ชีวิตต้องเป็นประโยชน์มากขึ้น
ชีวิตของเราจะเป็นทองคำของพระเจ้า ถ้าชีวิตของเราเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
ก. การทำงาน
ปฐก.1:28 พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จง ครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน"
เราต้องปกครองโลก เราต้องอยู่เหนือโลก
สดด.1:3 เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญ ขึ้น
เราต้องทำทุกอย่างที่เราทำได้ แล้วพระเจ้าจะอวยพรเราผ่านหน้าที่การงานนั้นๆ
ฟป.4:13 ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า
เมื่อเราทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด พระเจ้าจะมาเสริมกำลังให้สิ่งที่เราทำนั้นดีขึ้น เป็นประโยชน์ขึ้น
ข. เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจต่อผู้อื่น
ฮบ.13:6 จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน เพราะเครื่องบูชาอย่างนั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า
กจ.20:35 ข้าพเจ้าได้วางแบบอย่างไว้ให้ท่านทุกอย่างแล้ว ให้เห็นว่าโดยทำงานเช่นนี้ควรจะช่วยคนที่มีกำลังน้อย ระลึกถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสว่า "การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ"

2.5 บันไดทองของชีวิต ขั้นที่ 5 : อายุ 60 ปีขึ้นไป
ขั้นนี้เป็นขั้นสูงสุดและเป็นขั้นสุดท้ายของชีวิต
สำหรับคนของพระเจ้าที่รับการสร้างตั้งแต่ขั้นแรก ขั้นนี้ถือเป็นขั้นแจกทอง คือ ชีวิตเป็นพระพรต่อผู้อื่น
ข้อคิดในการเดินขึ้นบันไดทองของชีวิต ขั้นที่ 5
(1) ขั้นแจกทอง ไม่ได้หมายถึง มั่งมีฝ่ายวัตถุเท่านั้น
แต่หมายถึง ชีวิตธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา เพราะเข้าใจ เข้าถึงชีวิตอย่างแท้จริง
2คร.8:12 เพราะว่าถ้ามีน้ำใจพร้อมอยู่แล้ว พระเจ้าก็พอพระทัยที่จะทรงรับตามที่ทุกคนมีอยู่ มิใช่ตามที่เขาไม่มี
พระเจ้าทรงพอพระทัยในสิ่งที่เรามี ไม่ใช่ สิ่งที่เราไม่มี
2คร.8:13 ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่าให้การงานของคนอื่นเบาลง และให้การงานของพวกท่านหนักขึ้น
ชีวิตเป็นการให้กันไปให้กันมา
(2) แม้ทรัพย์สินมีไม่มาก แต่ชีวิตสามารถเป็นพระพรมาก
2คร.8:1-6 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เราใคร่ให้ท่านทราบถึงพระคุณของพระเจ้า โดยที่พระองค์ได้ทรงโปรดประทานแก่คริสตจักรต่างๆในแคว้นมาซิโดเนีย เพราะว่าเมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความลำบากยากจนอย่างที่สุดของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจศรัทธาอย่างยิ่ง เพราะข้าพเจ้าเป็นพยานได้ว่า เขาศรัทธา
คำเทศนา เรื่อง บันไดทองของชีวิต -7- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ถวายโดยสุดความสามารถของเขา ที่จริงก็เกินความสามารถของเขาเสียอีก และเขายังได้วิงวอนเรามากมาย ขอให้เขามีส่วนในการช่วยธรรมิกชนด้วย ไม่เหมือนที่เราได้คาดหมายไว้ แต่ข้อสำคัญที่สุด ได้ถวายตัวเขาเองแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าก่อน แล้วได้มอบตัวให้เราตามพระทัยพระเจ้า จนถึงกับเราได้เตือนทิตัสให้ไปช่วยพวกท่านทำการกุศลนั้น จนสำเร็จตามที่ท่านได้ลงมือไว้แล้ว
เรียนรู้จากคริสตจักรของพระเจ้าในแคว้นมาซิโดเนีย
แม้เผชิญความยากลำบาก แต่ความศรัทธาสูงสุด แม้เผชิญความยากลำบาก ยังมีน้ำใจให้กับผู้อื่นเสมอ
ที่สำคัญที่สุด คือ การถวายและอุทิศตัวให้กับพระเจ้า ที่จริงแล้ว ทรัพยากรมนุษย์นี้แหละเป็นทรัพย์ที่มีค่าที่สุด
(3) ชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีความสุข
ถ้าเรารับการสร้างอย่างถูกต้องตั้งแต่ขั้นแรก เมื่อถึงขั้นสุดท้ายของชีวิต เราจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จและมีความสุข
ก. อายุยืนยาวพร้อมความสุขใจ อิ่มใจ
สดด.91:16 เราจะให้เขาอิ่มใจด้วยชีวิตยืนยาว และสำแดงความรอดของเราแก่เขา
สดด.103:5 ผู้ทรงให้ท่านอิ่มด้วยของดี ตลอดชีวิตของท่าน วัยหนุ่มของท่านจึงกลับคืนมาใหม่อย่างวัยนกอินทรี
ข. กุญแจสู่ความอายุยืนพร้อมความสุขใจ
โยบ.5:17-27 ดูเถิด มนุษย์คนใดที่พระเจ้าทรงติเตือนก็เป็นสุข เพราะฉะนั้นอย่าดูหมิ่นการตีสอนขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เพราะพระองค์ทรงให้บาดเจ็บ แต่พระองค์ทรงพันแผลให้ พระองค์ทรงโบยตี แต่พระหัตถ์ของพระองค์ทรงรักษา พระองค์จะทรงช่วยกู้ท่านจากความยากลำบากหกประการเออ เจ็ดประการ จะไม่มีเหตุร้ายมาแตะต้องท่าน ในคราวกันดารอาหาร พระองค์จะทรงไถ่ท่านออกจากความตาย และในการสงคราม จากอานุภาพของดาบ จะทรงซ่อนท่านไว้จากการใส่ร้ายของลิ้น และจะไม่กลัวการทำลายเมื่อมันมาถึง ท่านจะเยาะการทำลายและการกันดารอาหาร และจะไม่กลัวสัตว์ป่าดิน ท่านจะญาติดีกับหินแห่งทุ่งนา และสัตว์ป่าทุ่งจะอยู่ดีๆกับท่าน ท่านจะทราบว่าเต็นท์ของท่านปลอดภัย และท่านจะตรวจดูคอกแกะของท่านและไม่ขาดไปสักตัวเดียว ท่านจะทราบด้วยว่าพงศ์พันธุ์ของท่านจะมากมายและลูกหลานของท่านจะเป็นอย่างหญ้าแห่งแผ่นดินโลก ท่านจะมาที่หลุมศพของท่านเมื่อแก่หง่อม อย่างฟ่อนข้าวที่นำมาสู่ลานตามฤดู นี่แหละ เป็นข้อที่เราตรองออกมาเป็นความจริงจงฟังและทราบ เพื่อประโยชน์ของตนเถิด"
- ยอมรับการตี ยอมรับการปั้น การสร้าง การสอนจากพระเจ้า
- การตีสอนเจ็บย่อมเจ็บและมีแผล แต่มันทำให้เราโตขึ้น เอาชนะตัวเองได้มากขึ้น
ลก.9:23 พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า "ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา
สภษ.16:32 บุคคลผู้โกรธช้าก็ดีกว่าคนมีกำลังมาก และบุคคลผู้ปกครองจิตใจของตนเอง ก็ดีกว่าผู้ที่ตีเมืองได้
พระพรของผู้ที่รับยอมรับการสอน
1) รับการช่วยกู้จากความยากลำบาก
2) ไม่มีเหตุร้ายมาแตะต้อง
3) ในการกันดารอาหารจะไม่อด
4) ในการสงครามจะรับการดูแล
5) พระเจ้าซ่อนเราไว้จากการใส่ร้ายของลิ้น
6) ไม่กลัวการทำลายเมื่อมาถึง
7) ครอบครัวจะปลอดภัย
8) พระเจ้าจะดูแลทรัพย์สิน
9) ลูกหลานมั่นคง
10) อายุยืนยาวพร้อมความสุขใจ

ชีวิตเหนือความสำเร็จ ตอน ความเป็นกำหนดความมี

ชีวิตเหนือความสำเร็จ ตอน ความเป็นกำหนดความมี -1- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

เรื่อง “ ชีวิตเหนือความสำเร็จ ” ตอน “ ความเป็นกำหนดความมี ”

หลักใหญ่ๆ ของการที่เรามีชีวิตเหนือความสำเร็จ ประกอบด้วย
หลัก 7 ส. คือ สำเร็จ สุข สงบ สะอาด สว่าง สาระ และสร้างสรรค์
เราต้องมี 7 ส. ดังกล่าว จึงจะสามารถกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า “ชีวิตเราอยู่เหนือความสำเร็จ”

หลัก 5 อารักขา คือ อารักขาพระคัมภีร์ อารักขาชีวิต อารักขาเวลา อารักขาความสามารถ และอารักขาทรัพย์สิน
ถ้าเรามีความสามารถในการอารักขา ดังกล่าว ก็สามารถนำชีวิตของตนเองอยู่เหนือความสำเร็จได้

หลัก 3 องค์ประกอบ คือ ความสัมพันธ์ที่เราสร้าง, การตัดสินใจที่เราเลือก และการลงมือปฏิบัติของเรา
ถ้าเราทำองค์ประกอบทั้งสามนี้ให้ถูกต้อง เหมาะสม ชีวิตเราก็อยู่เหนือความสำเร็จเช่นกัน

ชีวิตของเราจะมุ่งไปสู่ 3 หลักข้างต้นได้ ต้องเริ่มต้นที่ “ความคิด” เพราะความคิด กำหนดชีวิต ถ้าเรามีหลักคิดที่ดี ชีวิตของเราก็ดีได้ หลักคิดที่ถูกต้องอีกประการหนึ่ง คือ “ความเป็น” กำหนด “ความมี”
1คร.15:10 แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างที่เป็นอยู่นี้ ก็เนื่องด้วยพระคุณของพระเจ้า และพระคุณของพระองค์ซึ่งได้ทรงประทานแก่ข้าพเจ้านั้น มิได้ไร้ประโยชน์ ตรงกันข้าม ข้าพเจ้ากลับทำงานมากกว่าพวกเขาเสียอีก มิใช่ตัวข้าพเจ้าเองทำ พระคุณของพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่กับข้าพเจ้าต่างหากที่ทำ
เปาโล “เป็น” อย่างที่ท่านเป็นได้ เพราะพระเจ้า และเพราะท่านเป็น ท่านจึงสามารถกำหนดความ “มี” ของตัวเองได้
ชาวโลกพยายามมุ่งสู่ความสำเร็จด้วยตัวเอง แต่เราชาวสวรรค์ มีพระเจ้าช่วยเสริมให้เราสามารถประสบความสำเร็จดั่งที่เราหวังได้ สุดกำลังของเรา เข้าสู่กำลังของพระเจ้า

2คร.5:17 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น
เราต้อง “เป็น” คนที่ถูกสร้างใหม่ สิ่งใหม่ๆ จึงจะเกิดขึ้น
“ความเป็น” กำหนด “ความมี” เป็นความจริงอย่างที่สุด
มนุษย์ทุกคนปรารถนาจะมีความสุข แต่เราจะมีไม่ได้เลย ถ้าเราเป็นคนไม่ดี หรือหลายคนอยากมีวัตถุมาก แต่ถ้าเป็นคนไม่ขยัน หรือเป็นคนขี้เกียจ เราก็ไม่สามารถมีในทุกอย่างที่เราอยากมีได้
คำสอนนี้ จะทำให้เราไม่เกียจคร้าน ไม่มักง่าย และตระหนักว่า “ทุกอย่างย่อมได้มาด้วยความยากลำบาก”

“ความเป็น” กำหนด “ความมี”
เราต้องเป็นอย่างไร จึงจะมีชีวิตที่อยู่เหนือความสำเร็จได้
1. การเป็นผู้มีอุปนิสัยดี
อุปนิสัย เป็นตัวกำหนดทุกอย่างในชีวิตของเรา
ต่อให้เรียนเก่ง หรือมีเงินมาก แต่นิสัยไม่ดี ก็ไม่มีคนคบ ไม่มีคนรับเข้าทำงาน
รม.12:2 อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม
คนของพระเจ้าไม่ประพฤติตามอย่างคนในโลกนี้ แต่เราจะรับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยจากพระเจ้า

ชีวิตเหนือความสำเร็จ ตอน ความเป็นกำหนดความมี -2- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ทำอย่างพระเจ้า ทำอย่างพระคัมภีร์

ที่มาของอุปนิสัย คือ สิ่งที่ทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ทำจนเคยชิน
อุปนิสัยที่ดี ต้องมาจากการบังคับและการฝึกฝน เพราะธรรมชาติของมนุษย์ ชอบความสะดวกสบาย เอาแต่ใจตัวเอง
แต่คนจะมีอุปนิสัยดีได้ ต้องฝึกให้เคารพกฎ กติกา ต้องมีวินัย
จำไว้ว่า นิสัย กำหนดทุกอย่างในชีวิตเรา

1.1 เราทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่อุปนิสัยที่ดี ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา
อุปนิสัยดี ทำให้เราเป็นส่วนที่แก้ปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหา
เช่น พูดผิดโดยไม่ตั้งใจ ทำให้อีกฝ่ายโกรธ ... ต้องรีบขอโทษทันที

1.2 คนจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ก็ต่อเมื่อสิ่งที่ไม่พอใจมากระทบเรา
ทุกสิ่งที่กระทบเรา จะวัดเรา สร้างเราและสอนเราเสมอ
สิ่งที่เราพอใจ มากระทบเรา ไม่สามารถทำให้เราเปิดเผยตัวจริงได้
แต่เมื่อใดก็ตามที่สิ่งไม่พอใจมากระทบเรา เมื่อนั่นแหละตัวตนที่แท้จริงของเราจะเปิดเผย
เราทนได้หรือไม่ ผ่านได้หรือไม่ ยอมได้หรือไม่
ในแต่ละคนมีจุดอ่อนและจุดแข็งเสมอ และเราจะดูได้เมื่อสิ่งที่ไม่พอใจมากระทบ

1.3 มาตรฐานอุปนิสัย สำคัญยิ่งกว่า มาตรฐานทองคำ
ทุกรัฐบาล เมื่อจะมีการพิมพ์ธนบัตรก็ต้องมีทองคำ เป็นหลักประกัน
เพื่อไม่ให้ธนบัตร เป็นเศษกระดาษธรรมดา
โบราณว่า การเลือกคู่ อย่าเลือกด้วยตาเท่านั้น แต่ต้องเลือกด้วยหูด้วย
หมายถึง อย่ามองแค่ความสวยงามภายนอก แต่ให้ฟังว่าคนรอบข้างพูดถึงคู่เราอย่างไร
ดังนั้น คนจะพูดถึงเราในแง่ดี เมื่อเราสร้างตัวเองให้มีนิสัยดี
และนิสัยดีนี่แหละ มีค่ายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

2. การเป็นผู้มีความคิดก้าวหน้า และมุ่งมั่น
ฟป.3:12-14 มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้แล้ว หรือสำเร็จแล้ว แต่ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไป เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาไว้เป็นของตน อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์แล้ว ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบน ให้เราไปรับ
เราต้องเป็นคนมุ่งมั่น ทำดีที่สุด มุ่งสู่ความดีเลิศ
แต่อย่าทะเยอทะยาน หรือใฝ่สูง (เราต้องใฝ่ดี) อยู่ในความเพียงพอ และพอดี

2.1 มุ่งมั่น ไขว่คว้า หมายถึง ไม่มีความคิดที่จะหยุด
ตรงกับคำว่า KEEP WALKING คือ เดินต่อไป มุ่งหน้าไปเรื่อยๆ ไม่หยุด
แม้เราสำเร็จในจุดหนึ่งแล้ว แต่ตระหนักเสมอว่า เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
ไม่ใช่เห็นว่าสำเร็จแล้ว ก็พอแล้ว หยุดแล้ว เลิกแล้ว
ชีวิตเหนือความสำเร็จ ตอน ความเป็นกำหนดความมี -3- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ตราบใดมีเวลา มีความคิด มีความสามารถ ตราบนั้นเราจะเป็นประโยชน์ ทำประโยชน์
มุ่งมั่น ไม่ได้หมายความว่า อวดความเก่งของตนเอง
แต่เป็นการบริหารเวลา ความสามารถให้มีค่าที่สุด (ตรงกันหลักการอารักขา)

2.2 มุ่งมั่น คือ การที่ได้เมล็ดพันธุ์มาแล้ว นำไปเพาะ รดน้ำ พรวนดิน ให้เติบโตเกิดผลต่อไปไม่สิ้นสุด
เราอาจจะเริ่มต้นด้วยมือเปล่า ไม่มีเมล็ดพันธุ์ใดๆ เลย
แต่เมื่อเรามีเมล็ดพันธุ์แล้ว อย่าพอใจเพียงแค่นั้น ต้องทำเมล็ดพันธุ์นั้นให้เกิดผลมากที่สุด
นำไปเพาะ รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ให้มันเติบโต เพื่อเกิดดอกออกผลไปยังคนรุ่นหลัง
จึงจะสามารถกล่าวว่าเราเป็นคนที่มุ่งมั่นได้
ยน.15:8 พระบิดาของเราทรงได้รับเกียรติเพราะเหตุนี้คือเมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมาก ท่านก็เป็นสาวกของเรา

2.3 ความมุ่งมั่น หรือมีความคิดก้าวหน้า
คือ การก้าวอย่างมั่นใจ ก้าวอย่างเข้าใจ โดยใช้สมองและใช้ปัญญา
การมุ่งมั่นนั้น ไม่ได้หมายถึง เพียงการเดินหน้าต่อไปไม่หยุดเท่านั้น
แต่ในการเดินนั้น ทุกย่างเก้าต้องมั่นใจ ต้องเข้าใจ ต้องมีข้อมูล อย่าเดินไปแบบคนโง่
... จะไม่ยอมเสียอะไรดีๆ ไปจนกว่าจะพบสิ่งดีกว่า ...

2.4 จะเป็นคนที่มีความก้าวหน้าได้ ต้องยอมรับการสร้าง
ยอมรับการสร้าง คือ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เรียนไม่รู้จักจบ รับการฝึก รับการสร้าง รับการสอนอยู่เสมอ
เรียนจากสามัญชน จนเป็นปัญญาชนแล้ว ก็ยังไม่หยุดที่จะรับการสร้าง
แม้มีความคิดร่วมสมัยแล้ว ยังไม่พอ ต้องมีความคิดที่ล้ำสมัยด้วย
สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ต้องรับการสร้าง เก่งอยู่แล้ว จะทำให้เราเก่งขึ้น ดีอยู่แล้ว จะทำให้เราดีขึ้น

3. การเป็นผู้ที่ไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น
เป็นคนไม่วิพากษ์วิจารณ์ หมายรวมถึง ไม่พูดหาเรื่อง หรือนินทาว่าร้ายผู้อื่นด้วย
ระวังวาจาของเราให้ดี เพราะคำพูดคน บ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของคนเสมอ
มธ.12:35 คนดีก็เอาของดีมาจากคลังแห่งความดีในตัวของเขา คนชั่วก็เอาของชั่วมาจากคลังแห่งความชั่วในตัวของเขา

คนที่วิจารณ์ผู้อื่นเสมอ แสดงว่า ไม่มีวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณในการควบคุมลิ้น
เป็นคนที่สักแต่พูด ... เมื่อคุมลิ้นไม่ได้ ก็ไม่สามารถคุมชีวิตของตนเองได้เช่นกัน
ยก.3:2 เพราะเราทุกคนทำผิดพลาดไปหลายๆอย่าง ถ้าผู้ใดมิได้ทำผิดทางวาจา ผู้นั้นก็เป็นคนดีรอบคอบแล้ว และสามารถบังคับทั้งตัวไว้ได้ด้วย

พระวจนะของพระเจ้ามีวิธีในการควบคุมลิ้น ดังนี้
อฟ.4:29 อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย แต่จงกล่าวคำที่ดีและเป็นประโยชน์ให้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง
1 อย่า คือ อย่าให้คำหยาบคายออกจากปากเรา
5 จง คือ จงกล่าวคำที่ดี จงกล่าวคำที่เป็นประโยชน์ จงกล่าวคำที่เหมาะสม
ชีวิตเหนือความสำเร็จ ตอน ความเป็นกำหนดความมี -4- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

จงกล่าวให้เหมาะกับความต้องการ และจงกล่าวให้เป็นคุณ
หลายคำเป็นประโยชน์ แต่เขาไม่ต้องการ และฟังแล้วไม่เป็นคุณ ก็ไม่ควรพูดในเวลานั้น
หลายคนไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะไม่รู้จักควบคุมวาจา
ลิ้นหาเรื่อง ลิ้นสร้างศัตรูอยู่ตลอดเวลา ไม่มีทางที่จะมีชีวิตเหนือความสำเร็จได้

3.1 ความผิดเดียวกัน ของคนอื่นเท่าภูเขา ของเราเองเท่าเส้นผม
มธ.7:4-5 เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า "ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ" แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเองท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้
ลักษณะของคนชอบวิจารณ์นั้น มักจะเห็นความผิดของผู้อื่นยิ่งใหญ่กว่าของตนเสมอ ทั้งๆ ที่เป็นความผิดเดียวกัน
การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นเสมอ พูดแต่เรื่องคนอื่นเสมอ แสดงว่า ลึกๆ คนนั้นมีปมด้อย หรือไม่ก็ว่างงาน

3.2 หลักที่จะช่วยให้เราไม่วิจารณ์ผู้อื่น คือ ไม่ตามกระแส ไม่แคร์สื่อ แต่ตาต้องดู หูต้องฟัง สมองต้องคิด ปัญญาต้องแยกแยะ
ชีวิตมันมีความขัดแย้งกันตลอดเวลา ในความอ่อนแอ มีความแข็งแรง ในความเรียบร้อย มีความยุ่งเหยิง
ดังนั้น “ความแตกต่าง” เป็นสิ่งที่เราต้องเข้าใจ ไม่ใช่ต่อว่า ไม่ใช่แตกตื่น ไม่ใช่ตระหนก
พระเจ้าก็สอนเราด้วยพระวจนะของพระองค์เอง ให้เราอยู่สงบสุขกับทุกคน
รม.12:18 ถ้าเป็นได้ คือเรื่องที่ขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน
ถ้าเป็นได้ หมายถึง เท่าที่เราทำได้ (คนอื่นจะทำอย่างไร เราไม่สน แต่เท่าที่เราทำได้ เราต้องทำ)
การอยู่อย่างสงบสุขได้กับทุกคน เล็งถึง วุฒิภาวะและคุณธรรมที่สูงส่งของคนๆ นั้น
เราต้องแยกแยะเรื่องความถูกผิด แต่คนของพระเจ้าต้องคิดเสมอว่า จะทำอย่างไรในการช่วยคนให้พ้นผิด
ไม่ใช่ด่า ไม่ใช่ประจาน แต่ไปนำเขาให้กลับตัว กลับใจใหม่

3.3 การวิจารณ์คนอื่นเสมอ เป็นการปิดกั้นตัวเองไม่ให้ก้าวหน้า
อย่าปิดกั้นความเจริญก้าวหน้าของตัวเอง ด้วยการวิจารณ์ผู้อื่น
“ไม่พูด” แต่ “ทำ” และ “พูด” แต่ “ไม่ทำ” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การวิจารณ์ผู้อื่น ไม่เพียงปิดกั้นความเจริญของตัวเราเองเท่านั้น
ยังนำไปสู่ความบาดหมาง และปัญหาที่จะตามมาภายหลังด้วย

ไม่ว่าใครจะทำอย่างไรกับเรา วิธีแก้ไขด้วยแนวทางของพระเจ้า คือ ไม่ตอบโต้ ไม่แก้แค้น
รม.12:19-21 ดูก่อน ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าทำการแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญา เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบสนอง อย่าแก้แค้นเลย ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำก็จงให้น้ำเขาดื่ม เพราะว่าการทำอย่างนั้น เป็นการสุมถ่านที่ลุกโพลงไว้บนศีรษะของเขา อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี
นิ่ง ไม่โต้ตอบ แต่ถ้าต้องพูด ก็ให้พูดด้วยการชี้แจง
ให้เราเอาชนะความชั่ว ด้วยความดี ถือเป็นชัยชนะที่แท้จริง

3.4 แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ให้พิสูจน์ด้วยผลงานที่เราทำให้ดีขึ้น
เส้นทางมนุษย์มีเพียง 2 เส้น เท่านั้น คือ เส้นเริ่มต้น กับ เส้นชัย
ชีวิตเหนือความสำเร็จ ตอน ความเป็นกำหนดความมี -5- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ส่วนระหว่างทางนั้น เป็นเพียงการทำหน้าที่และบทบาทที่แตกต่างกัน
บางคนล้มลุกคลุกคลานตลอดเส้นทาง แต่ถึงหลักชัย ในขณะที่บางคนตลอดเส้นทางมีแต่เสียงชื่นชม แต่กลับไปไม่ถึงเส้นชัย
ใครเป็นผู้ที่มีชีวิตเหนือความสำเร็จกว่ากัน?
กลางทางชีวิตของคน ผิดพลาดได้ ล้มเหลวได้ แต่ต้องแก้ไข
ชีวิตมันก็ไม่ต่างกับภาพยนตร์ เราดูกันที่ตอนจบ ไม่ใช่ตอนเริ่มต้น หรือกลางทาง
การใช้ชีวิตมันยากพออยู่แล้ว อย่าให้การวิพากษ์วิจารณ์ มาทำให้เราเสียปัญญา เสียเวลา
เสียพลังงาน เสียเพื่อน และเสียบรรยากาศเลย

3.5 การชื่นชมยินดีต่อผู้อื่น เท่ากับ แสดงคุณค่าของเราเอง
น้ำใจนักกีฬาที่แท้จริง คือ การรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
การชื่นชมยินดีต่อผู้ชนะ แม้เราเป็นผู้แพ้ ก็แสดงถึงคุณค่าและสปิริตที่แท้จริงในชีวิตเรา
คนไทยมีจุดอ่อนในเรื่องนี้ คือ กีฬาแพ้ แต่คนไม่แพ้ (ที่จริงแพ้เต็มประตู อับอายขายหน้าทั้งนักกีฬาและกองเชียร์)
การไม่รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางความก้าวหน้าในชีวิตเรา
จำไว้ว่า ชีวิตของเราก็มีค่าได้เช่นกัน ถ้าเรารู้จักยินดีกับผู้ที่ได้รับชัยชนะ

4. การเป็นคนมีวินัย
“วินัย” เป็นความจำเป็นสำหรับชีวิตที่เหนือความสำเร็จ
คำที่สวยงามและสง่าที่สุด ในการก้าวไปสู่ความสำเร็จขั้นสูง คือ คำว่า “วินัย”
ผู้ใดที่ปรารถนาจะมีชีวิตเหนือความสำเร็จ ต้องสร้างตัวเองให้เป็นคนที่มีวินัย

4.1 วินัยไม่ได้มีกันง่ายๆ แต่จำเป็นมากต่อความสำเร็จและความสุข
วินัย ไม่ใช่เรื่องที่จะมีกันได้ง่ายๆ แต่ต้องมีการฝึกฝน จึงจะได้มา
แต่มีแล้วก็สามารถกำหนดความสำเร็จและความสุขในชีวิตของเราได้
คนมีวินัย จะเคารพกฎ กติกา มารยาท หลายอย่างไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับ

4.2 กฎของคนที่อยากมีชีวิตเหนือความสำเร็จ
ก. พูดให้น้อย
ข. ฟังให้มาก
ค. ไตร่ตรองถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ง. ฟัง แต่อย่าเชื่อคนง่าย
จ. เคารพผู้ที่เราควรเคารพ
เราต้องไม่เย่อหยิ่ง ฟังทุกเสียง ฟังทุกคน แต่ไม่จำเป็นต้องทำตามทุกคน
เราต้องมีวินัยแก่ตัวเอง ถ้าเรามีวินัย ในเรื่องดังกล่าว จะสามารถนำชีวิตตนเองไปสู่ความสำเร็จได้
อย่าลืมว่า อนาคตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่บนฟองน้ำลายของใคร (คำพูดของคน)
แต่อยู่ที่การกระทำ และการตัดสินใจของเราเอง

4.3 ความสำเร็จและความสุขของชีวิต เป็นผลจากความมีวินัย
การเลือกและการตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ยาก แต่หากเรามีวินัย เราก็สามารถทำได้
ชีวิตเหนือความสำเร็จ ตอน ความเป็นกำหนดความมี -6- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ความสำเร็จ และความสุข ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ทุกอย่างล้วนเป็นผลจากวินัยชีวิตที่เรามี

4.4 สละความสุขชั่วคราว เพื่อความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืน
วินัยอีกอย่างหนึ่งที่คนไทยสมควรฝึกฝน คือ การกล้าสละความสุขชั่วคราว เพื่อความสุขที่ยั่งยืน
ส่วนใหญ่เราหาเช้ากินค่ำ ไม่มีการหาไว้ล่วงหน้า
ส่วนใหญ่เราเลือกที่จะสบายในวันนี้ แต่ลำบากวันหน้า
กิน เที่ยว ดื่ม เล่นในช่วงวัยรุ่น แต่ลำบากในวัยชรา เป็นปัญหาทั้งตัวเอง ครอบครัวและสังคม
นั่นเพราะเราดำเนินชีวิตปราศจากวินัย

4.5 การมุ่งมั่น ทำตัวให้เป็นประโยชน์ จริงใจในการช่วยเหลือผู้อื่น คือ กุญแจในการนำเราสู่การพัฒนาตัวเอง
หน้าที่ของคริสตจักรและคริสเตียน คือ เติมในส่วนที่ผู้อื่นขาด และต่อยอดในส่วนที่ผู้อื่นมี
เราจะทำหน้าที่นั้นสำเร็จได้ ต้องมุ่งมั่น พัฒนาตลอด จริงใจช่วยเหลือตลอด

4.6 ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ดวงดาว แต่อยู่ที่ตัวเราและพระเจ้า
คนที่กำหนดความสำเร็จในชีวิต คือ ตัวเราเอง และพระเจ้าเท่านั้น
ดวงดาวที่ดูแสนไกล เราสามารถเอื้อมคว้ามาได้ ถ้าเรามีวินัยพอ
ก. ต้องกำจัดจุดบกพร่องของตัวเอง
ข. ต้องปรับปรุงตัวเองให้มีวินัยมากขึ้น
ค. ต้องพอใจในสิ่งที่เราเป็น
พอใจในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ดับไฟความกระตือรือร้นในชีวิต
แต่หมายถึง พระเจ้าทรงให้เราเป็นอย่างไร ก็พอใจที่จะเป็นอย่างนั้น

ถ้าเราสามารถ “เป็น” ในหัวข้อดังที่กล่าวมาได้
เราก็สามารถ “มี” ในสิ่งที่เราปรารถนา รวมถึงชีวิตที่เหนือความสำเร็จด้วย

ข้อคิดจากชีวิตเศคาริยาห์

ข้อคิดจากชีวิตเศคาริยาห์ -1- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

เรื่อง “ ข้อคิดจากชีวิตเศคาริยาห์ ” จาก “ลก.1:5-25, 57-66”

ลก.1:5-13 ในรัชกาลเฮโรด กษัตริย์ของยูเดียมีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อเศคาริยาห์ อยู่ในเวรอาบียาห์ ภรรยาของเศคาริยาห์ ชื่อเอลีซาเบธ อยู่ในตระกูลอาโรนเขาทั้งสองเป็นคนชอบธรรมจำเพาะพระเจ้า และดำเนินตามบัญญัติและกฎหมายทั้งปวงของพระเป็นเจ้าไม่มีที่ติเลยแต่เขาไม่มีบุตร เพราะว่านางเอลีซาเบธเป็นหมัน และเขาทั้งสองก็ชราแล้วขณะที่เศคาริยาห์ทำหน้าที่ปุโรหิตเข้าเฝ้าพระเจ้า เมื่อกองเวรของท่านเข้าประจำการท่านได้ฉลากตามธรรมเนียมของปุโรหิต ต้องเข้าไปในพระวิหารเผาเครื่องหอมบูชาส่วนบรรดาประชาชนก็อธิษฐานอยู่ภายนอก ในเวลาเผาเครื่องหอมนั้นทูตองค์หนึ่งของพระเจ้า มาปรากฏแก่เศคาริยาห์ยืนอยู่ที่ข้างขวาแท่นเผาเครื่องหอมบูชาเมื่อเศคาริยาห์เห็นก็ตกใจกลัวแต่ทูตองค์นั้นกล่าวแก่ท่านว่า "เศคาริยาห์เอ๋ย อย่ากลัวเลย ด้วยได้ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว นางเอลีซาเบธ ภรรยาของท่านจะมีบุตรเป็นผู้ชาย และท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น”
พระวจนะในตอนนี้บันทึกเรื่องราวของเศคาริยาห์ ผู้ซึ่งเป็นปุโรหิตของพระเจ้า ท่านและภรรยามีชีวิตที่ชอบธรรมจำเพราะพระพักตร์พระเจ้า ท่านได้พบทูตสวรรค์ที่นำข่าวดีจากพระเจ้ามาบอกกับท่านว่า พระองค์ทรงฟังคำอธิษฐานและจะประทานบุตรชายให้ ในขณะที่ท่านก็แก่ชรา อีกทั้งภรรยาก็เป็นหมัน ...
เรื่องราวของท่านที่ได้พบพระเจ้า และท่าทีที่ท่านมีต่อพระเจ้า ให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเราอย่างไร?

ข้อคิดจากชีวิตเศคาริยาห์
1. ชีวิตของเศคาริยาห์ สอนให้เรารู้ว่า ทุกชีวิตล้วนมีปัญหาและข้อบกพร่อง
ลก.1:5-7 ในรัชกาลเฮโรด กษัตริย์ของยูเดียมีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อเศคาริยาห์ อยู่ในเวรอาบียาห์ ภรรยาของเศคาริยาห์ ชื่อเอลีซาเบธ อยู่ในตระกูลอาโรน เขาทั้งสองเป็นคนชอบธรรมจำเพาะพระเจ้า และดำเนินตามบัญญัติและกฎหมายทั้งปวงของพระเป็นเจ้าไม่มีที่ติเลย แต่เขาไม่มีบุตร เพราะว่านางเอลีซาเบธเป็นหมัน และเขาทั้งสองก็ชราแล้ว
จากพระวจนะตอนนี้ ทำให้เราเห็นว่า ...
- เศคาริยาห์ เป็นคนที่มีชาติตระกูลดี อยู่ในตระกูลอาโรน ตระกูลปุโรหิต
ความเชื่อของท่านต้องดี ชีวิตของท่านต้องดี พระวจนะของพระองค์รับรองชีวิตเศคาริยาห์
- เศคาริยาห์ และภรรยา เป็นคนชอบธรรมจำเพาะพระเจ้า
หลายคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์ แต่ไม่ได้ชอบธรรมต่อหน้าพระเจ้า
แต่สำหรับเศคาริยาห์ พระเจ้ารับรองว่าท่านชอบธรรมจำเพาะพระเจ้า
ถ้าชีวิตของผู้ใดชอบธรรมต่อพระเจ้า ก็ย่อมชอบธรรมต่อมนุษย์ เศคาริยาห์เป็นหนึ่งในนั้น
- เศคาริยาห์ ดำเนินตามบัญญัติและกฎหมายทั้งปวงของพระเจ้า ไม่มีที่ติเลย
ภาพรวมในชีวิตของท่าน เป็นคนที่ปราศจากตำหนิในทุกกรณี

แม้ว่าเศคาริยาห์ จะมีชีวิตที่ดีและปราศจากตำหนิ แต่ชีวิตของท่านก็ยังมี “ปัญหา”
ปัญหาของเศคาริยาห์ คือ ไม่มีบุตร
ลก.1:7 แต่เขาไม่มีบุตร เพราะว่านางเอลีซาเบธเป็นหมัน และเขาทั้งสองก็ชราแล้ว
ชีวิตของเศคาริยาห์ สอนให้เรารู้ว่า ทุกชีวิตล้วนมีปัญหาและข้อบกพร่อง
ปัญหาการไม่มีบุตรหรือปัญหาความบกพร่องด้านร่างกาย
ก็สืบเนื่องมาจากความบาปที่อดัมและเอวาบรรพบุรุษของเรากระทำในสวนเอเดน
และเป็นผลที่มนุษย์ทุกคนต้องรับมาถึงปัจจุบัน
ข้อคิดจากชีวิตเศคาริยาห์ -2- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ปฐก.3:17 พระองค์จึงตรัสแก่อาดัม {แปลว่า มนุษย์} ว่า"เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่น ดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต

พระเยซูคริสต์เองก็ได้ตรัสแล้วว่า ในโลกนี้ เราต้องประสบความทุกข์ยาก
ยน.16:33 เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว
ในโลกที่เต็มด้วยความบาป โลกที่เต็มไปด้วยคำสาป โลกที่เต็มไปด้วยความบกพร่อง
มนุษย์ย่อมประสบกับปัญหาและความทุกข์ เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติชีวิต
แม้คนที่ดีที่สุดของโลก ก็หนีไม่พ้นปัญหา ... ทุกชีวิตมีจุดอ่อน มีข้อบกพร่องและมีรอยด่างของชีวิตทั้งสิ้น
แต่ปัญหานั้นก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสมอไป
พระเจ้าให้เกิดปัญหาขึ้น เพื่อเราจะตระหนักได้ว่า “เราไม่ใช่คนวิเศษอะไร”
พระเจ้าต้องการให้เราเรียนรู้จักที่จะถ่อมใจและอ่อนน้อมถ่อม
กล้ายอมรับในความจำกัดของตัวเอง เพื่อเราจะได้รับพระคุณและพระเมตตาจากพระเจ้า

2. ในสมัยก่อน ปุโรหิตเท่านั้นจึงจะเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ แต่สมัยนี้ เราทุกคนเป็นปุโรหิตที่สามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้
ลก.1:8-10 ขณะที่เศคาริยาห์ทำหน้าที่ปุโรหิตเข้าเฝ้าพระเจ้า เมื่อกองเวรของท่านเข้าประจำการ ท่านได้ฉลากตามธรรมเนียมของปุโรหิต ต้องเข้าไปในพระวิหารเผาเครื่องหอมบูชา ส่วนบรรดาประชาชนก็อธิษฐานอยู่ภายนอก ในเวลาเผาเครื่องหอมนั้น
ในสมัยพันธสัญญาเดิม ประชากรจะมาอธิษฐานกับพระเจ้าในวิหารเท่านั้น
และในวิหาร จะมีการอธิษฐาน 3 ชั้น คือ
1) ชั้นนอก (ด้านนอก) สำหรับประชาชนธรรมดา
2) ห้องชั้นใน สำหรับปุโรหิต
3) ห้องชั้นในสุด (อภิสุทธิสถาน) สำหรับมหาปุโรหิตเท่านั้น และเข้าไปได้เพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น
เศคาริยาห์ เป็นปุโรหิต จึงรับสิทธิพิเศษในการอธิษฐานในห้องชั้นใน ในขณะที่ประชาชนอยู่ได้เพียงด้านนอกเท่านั้น

แต่ในสมัยพันธสัญญาใหม่และเดี๋ยวนี้ ผู้เชื่อทุกคนสามารถอธิษฐานเข้าเฝ้าพระเจ้าได้เป็นการส่วนตัว
เราไม่จำเป็นต้องไปวิหารเพื่อการอธิษฐาน เพราะพระเยซูตรัสว่า ร่างกายของเราเป็นวิหารของพระเจ้า
ผู้เชื่อสามารถอธิษฐานและเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ทุกที่ด้วยตัวเอง
1คร.6:19 ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง
ผู้เชื่อทุกคน สามารถอธิษฐานและนมัสการพระเจ้าในอภิสุทธิสถานได้เลย ... นี่คือ พระคุณของพระเจ้า ...
เรารับพระคุณนี้ได้ เพราะวันที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ที่กางเขน
“ม่านในวิหารได้ขาดเป็นสองท่อนตั้งแต่บนจรดล่าง”
หมายความว่า อะไรที่ผูกมัด ขัดขวาง อะไรที่กั้นระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า พระองค์ได้ทรงทำลายไปหมดสิ้นแล้ว
ที่กางเขนของพระคริสต์ ผู้เชื่อทุกคนจึงสามารถเข้าเฝ้าพระบิดาได้เป็นการส่วนตัว
มธ.27:50-51 ฝ่ายพระเยซูร้องเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง แล้วสิ้นพระชนม์ และดูเถิด ม่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อน ตั้งแต่บนตลอดล่าง แผ่นดินก็ไหว ศิลาก็แตกออกจากกัน

ข้อคิดจากชีวิตเศคาริยาห์ -3- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

1ปต.2:9 แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์
เมื่อก่อนปุโรหิตเท่านั้น จึงจะสามารถถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าได้
แต่เดี๋ยวนี้ พระเจ้าเรียกผู้เชื่อทุกคนว่าเป็น “พวกปุโรหิตหลวง” เราสามารถถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าได้โดยตรง
ทุกครั้งที่เราเข้าเฝ้าพระเจ้า อธิษฐานและนมัสการ เราคือปุโรหิตของพระองค์
ดังนั้น ในการอธิษฐานและนมัสการจำเพาะพระเจ้า เราจึงไม่สามารถทำอะไรเล่นๆ ได้ แต่ต้องทำด้วยความยำเกรง

มธ.18:20 ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนๆ ในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น
เมื่อเราอธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์ พระองค์จะอยู่ท่ามกลางเรา
พระเจ้าไม่ได้อยู่ในวิหารเท่านั้น แต่พระเจ้าจะอยู่กับทุกคนที่ออกพระนามของพระองค์
ถ้าเราอธิษฐานและนมัสการด้วยความเข้าใจ เราจะรับพระพรจากพระองค์

วว.8:3-4 และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งถือกระถางไฟทองคำออกมายืนอยู่ที่แท่น พระเจ้าได้ทรงประทานเครื่องหอมเป็นอันมากแก่ทูตองค์นั้น เพื่อให้ถวายร่วมกับคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวงบนแท่นทองคำ ที่อยู่หน้าพระที่นั่งนั้นและควันเครื่องหอมนั้นก็ลอยขึ้นไปพร้อมกับคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งหลาย จากมือทูตสวรรค์สู่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า
ทุกครั้งที่เราอธิษฐานและนมัสการ เป็นการที่เราถวายเครื่องหอมบูชาแด่พระเจ้า
เราต้องใช้สายตาฝ่ายวิญญาณมองให้เห็นภาพนี้ เมื่อเราอธิษฐานกับพระองค์
ความคิด ความผูกพัน การระลึกถึงพระเจ้า จะเป็นเครื่องหอมของเราลอยไปจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า
และพระองค์จะทรงเทพระพรกลับลงมายังชีวิตของผู้ที่อธิษฐานนั้น

3. เมื่อเราเข้าเฝ้าพระเจ้า จะไม่มีใครกลับออกมามือเปล่า
ลก.1:11-13 ทูตองค์หนึ่งของพระเจ้า มาปรากฏแก่เศคาริยาห์ยืนอยู่ที่ข้างขวาแท่นเผาเครื่องหอมบูชา เมื่อเศคาริยาห์เห็นก็ตกใจกลัว แต่ทูตองค์นั้นกล่าวแก่ท่านว่า "เศคาริยาห์เอ๋ย อย่ากลัวเลย ด้วยได้ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว นางเอลีซาเบธ ภรรยาของท่านจะมีบุตรเป็นผู้ชาย และท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น
เมื่อเศคาริยาห์ ได้ถวายเครื่องหอมบูชาแด่พระเจ้า ทูตสวรรค์ของพระองค์ก็มาปรากฏแก่ท่าน
เศคาริยาห์ อธิษฐานและพระเจ้าทรงฟัง
เป็นบทเรียนที่สอนชีวิตคริสเตียนว่า “เมื่อเราเข้าเฝ้าพระเจ้า จะไม่มีใครกลับออกมามือเปล่า”
ถ้าเราเข้าเฝ้าพระเจ้า เราจะพบกับพระองค์ ถ้าเราปล้ำสู้ในการอธิษฐาน เราจะได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์
ปฐก.32:26-28 บุรุษนั้นจึงว่า "ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว" แต่ยาโคบตอบว่า "ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจาก ท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า" บุรุษผู้นั้นจึงถามยาโคบว่า "เจ้าชื่ออะไร" ยาโคบตอบว่า "ข้าพเจ้าชื่อยาโคบ" บุรุษนั้นจึงว่า "เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไป แต่จะเรียกว่า อิสราเอล {แปลว่า เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า หรือพระ เจ้าทรงปล้ำสู้} เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ"
ยาโคบ ปล้ำสู้ในการอธิษฐาน จนสามารถรับพระพรจากพระเจ้าได้
ในการอธิษฐานและเข้าเฝ้าพระเจ้านั้น เราจำเป็นต้องมีการปล้ำสู้
ปล้ำสู้อันดับแรก คือ การปล้ำสู้กับตัวเอง
มารซาตานจะพยายามหยุดยั้งและขัดขวางเราทุกทางไม่ให้อธิษฐานกับพระเจ้า
เพราะการอธิษฐาน การนมัสการ นำมาซึ่งพลังและฤทธิ์เดชของพระเจ้าในการทำลายกิจการของมาร
ข้อคิดจากชีวิตเศคาริยาห์ -4- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

สดด.20:2 ขอพระองค์ทรงให้ความช่วยเหลือมาจากสถานนมัสการและให้ความสนับสนุนท่านมาจากเมืองศิโยน
ที่ไหนมีการนมัสการ ที่นั่นมีการทรงสถิตของพระเจ้า
การนมัสการ เป็นการเชื้อเชิญให้พระเจ้ามาสถิตกับเรา เมื่อพระเจ้าประทับอยู่ด้วย พระพรก็อยู่กับเราด้วยเช่นกัน

เมื่อพระเจ้ามาปรากฏ พระองค์จะทรงนำพระพรมาถึงเราเสมอ
พระพรของพระเจ้านั้น อาจจะไม่ใช่ทรัพย์สินหรือวัตถุที่เราปรารถนา
แต่พระพรเป็นความเข้าใจ เป็นสติปัญญา เป็นความชื่นชมยินดีและเป็นการปกป้องจากสวรรค์
ในกรณีของเศคาริยาห์ พระพรที่พระเจ้านำมาพร้อมกับการปรากฏของทูตสวรรค์ คือ สัญญาว่าท่านจะมีบุตร
ลก.1:11-13 ทูตองค์หนึ่งของพระเจ้า มาปรากฏแก่เศคาริยาห์ยืนอยู่ที่ข้างขวาแท่นเผาเครื่องหอมบูชา เมื่อเศคาริยาห์เห็นก็ตกใจกลัว แต่ทูตองค์นั้นกล่าวแก่ท่านว่า "เศคาริยาห์เอ๋ย อย่ากลัวเลย ด้วยได้ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว นางเอลีซาเบธ ภรรยาของท่านจะมีบุตรเป็นผู้ชาย และท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น
ลักษณะของบุตรที่พระเจ้าสัญญาจะประทานให้เศคาริยาห์ เป็นดังนี้
ลก.1:14-17 ท่านจะมีความปรีดาและยินดี และคนเป็นอันมากจะเปรมปรีดิ์ที่บุตรนั้นบังเกิดมาเพราะว่าเขาจะเป็นใหญ่จำเพาะพระเจ้า เขาจะไม่กินน้ำองุ่นหมักและเหล้าเลย และจะประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตั้งแต่ครรภ์มารดาเขาจะนำพงศ์พันธุ์อิสราเอลหลายคนให้หันกลับมาหาพระเจ้าของเขาทั้งหลายเขาจะนำหน้าพระองค์โดยน้ำใจและฤทธิ์เดชของเอลียาห์ ให้พ่อกลับคืนดีกับลูก และคนดื้อด้านให้กลับได้ปัญญาของคนชอบธรรม เพื่อจัดเตรียมชนชาติหนึ่งไว้ให้สมแก่พระเจ้า"
ไม่เพียงแต่เศคาริยาห์เท่านั้นที่จะได้รับพร ได้รับคำตอบจากพระเจ้า
ผู้ใดที่เข้าเฝ้าพระเจ้าด้วยความเคารพยำเกรง ด้วยความเข้าใจ ก็จะรับพระพรจากพระองค์เช่นกัน

4. ผู้ใดที่รับพรจากพระเจ้ามาก ก็ย่อมรับวินัยจากพระองค์มากเช่นกัน
ชีวิตของเศคาริยาห์ สอนเราในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านสัจธรรมของชีวิตที่ทุกคนย่อมมีความทุกข์
ทั้งด้านการหนุนน้ำใจเราว่าพระองค์ทรงฟังและพระองค์ทรงพร้อมจะตอบคำอธิษฐานของเราเสมอ
และในอีกด้านหนึ่ง คือ การระมัดระวังที่จะยำเกรงพระเจ้า
ผู้ใดรับพระพรจากพระเจ้ามาก ก็จะต้องรับวินัยจากพระเจ้ามากเช่นกัน
ผู้ใดรับเกียรติมาก ความรับผิดชอบย่อมมากขึ้นด้วย ผู้ใดรับตำแหน่งสูง วินัยก็ยิ่งต้องเข้มข้นขึ้น
เศคาริยาห์ เป็นปุโรหิตที่จะนำคนเข้าเฝ้าพระเจ้า สอนให้ประชาชนเคารพยำเกรงพระองค์
ท่านอธิษฐานกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ ... แต่เมื่อพระเจ้าทรงตอบ ท่านกลับมีความสงสัย ไม่วางใจในพระองค์ ...
ลก.1:18 เศคาริยาห์จึงทูลทูตสวรรค์ว่า "ข้าพเจ้าจะรู้แน่ได้อย่างไร เพราะข้าพเจ้าก็ชราและภรรยาก็อายุมากแล้ว"
อธิษฐานกับพระเจ้ามาตลอด แต่เมื่อพระเจ้าตอบ กลับไม่เชื่อ

ท่าทีเช่นนี้ ทำให้ท่านถูกลงวินัยจากพระเจ้าทันที
ลก.1:19-20 ฝ่ายทูตสวรรค์นั้นจึงตอบว่า "เราคือ กาเบรียล ซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่หน้าพระพักตร์พระเจ้า และทรงใช้ให้มาพูดกับท่านและนำข่าวดีนี้มาแจ้ง นี่แน่ะ เพราะท่านมิได้เชื่อถ้อยคำของเราถึงเรื่องที่จะบังเกิดขึ้นตามกำหนด ท่านก็จะเป็นใบ้ไปจนถึงวันที่การณ์เหล่านี้จะสำเร็จ"
ทูตสวรรค์ที่มาปรากฏไม่ใช่เป็นทูตสวรรค์ธรรมดา แต่เป็นกาเบรียล ทูตสวรรค์ระดับสูงสุดของพระเจ้า
ทั้งๆ ที่เศคาริยาห์ ได้เห็นทูตสวรรค์นั้นด้วยตาของตัวเอง ยังมีความสงสัย
พระเจ้าจึงต้องลงวินัย ให้เขาเป็นใบ้จนกระทั่งเหตุการณ์เหล่านั้นจะสำเร็จ
นี่คือสิ่งที่พระเจ้ากำลังสอนเรา รับพรมาก ก็ต้องรับวินัยมากเช่นกัน
ข้อคิดจากชีวิตเศคาริยาห์ -5- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

หลายคนก็อาจจะเป็นเหมือนเศคาริยาห์ มั่นใจในขณะที่อธิษฐาน
แต่หลังจากที่อธิษฐานจบไปแล้ว กลับคิดในใจว่า “จะได้ตามที่ขอหรือไม่?”
ขอมาตั้งนาน แต่พระเจ้าตอบกลับไม่เชื่อ ... เราเองต้องระวังท่าทีเช่นนี้ไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะรับการลงวินัยเช่นกัน
พระเจ้าที่เราอธิษฐานนั้น เป็นพระเจ้าที่ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด
เราจะมาล้อเล่นกับพระเจ้าไม่ได้ ต้องยำเกรงสถานเดียวเท่านั้น

5. พระเจ้ามีเวลาของพระองค์ ในการตอบคำอธิษฐานของเรา
ลก.1:21-25 ฝ่ายคนทั้งหลายที่คอยเศคาริยาห์ก็ประหลาดใจเพราะท่านอยู่ในพระวิหารช้านาน เมื่อท่านออกมาแล้วก็พูดกับเขาไม่ได้ คนทั้งหลายจึงหยั่งรู้ว่าท่านได้เห็นนิมิตในพระวิหาร ท่านใช้ใบ้กับเขา และยังเป็นใบ้อยู่ เมื่อหมดเวรของท่านแล้ว ท่านก็กลับไปบ้าน ภายหลังนางเอลีซาเบธภรรยาของท่านก็ตั้งครรภ์ แล้วไปซ่อนตัวอยู่ห้าเดือนพูดว่า "พระเจ้าได้ทรงกระทำเช่นนี้แก่ข้าพเจ้า ในวันที่พระองค์ได้ทอดพระเนตร เพื่อความอดสูของข้าพเจ้าที่มีอยู่ท่ามกลางคนทั้งปวงจะหมดสิ้นไปเสีย"
พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่าเศคาริยาห์และภรรยาของท่านอธิษฐานกับพระเจ้านานเท่าใดพระเจ้าจึงตอบ
แต่คงเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร เนื่องจากเศคาริยาห์ชราแล้วในขณะที่พระเจ้าตอบ
และเมื่อพระเจ้าตอบนั้น เศคาริยาห์และภรรยาก็ยังต้องรออีกระยะหนึ่งกว่าที่เหตุการณ์นั้นจะสำเร็จ

ในเรื่องดังกล่าวนี้ พระเจ้าก็ให้ข้อคิดกับเราเช่นกัน
พระเจ้ามีเวลาของพระองค์ในการตอบคำอธิษฐานของเรา
พระเจ้าต้องการฝึกให้เรามีวินัยชีวิต ต้องเรียนรู้จักที่จะรอคอย
ต้องให้เป็นไปตามพระทัยพระเจ้า ไม่ใช่เป็นไปตามใจของตัวเอง
ที่สำคัญ พระเจ้าสอนให้เราให้เกียรติพระองค์ ... พระเจ้ามีเวลาที่เหมาะสมในการประทานสิ่งต่างๆ ให้เรา

การที่พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานเรื่องใด กับใคร เงื่อนไขที่สำคัญ คือ การเติบโตฝ่ายวิญญาณ
ตราบใดที่เรายังเป็นเด็กฝ่ายวิญญาณ เด็กฝ่ายคุณธรรม เราไม่สามารถรับพระพรที่ยิ่งใหญ่ได้
เพราะหากพระเจ้าให้มา แทนที่จะเป็น “พร” อาจจะกลายเป็น “ภัย” สำหรับตัวเองและคนรอบข้างได้
ยน.3:27 ยอห์น ตอบว่า "ไม่มีมนุษย์ผู้ใดได้รับสิ่งใดเลย นอกจากที่พระเจ้าทรงประทานจากสวรรค์ให้เขา”
ไม่มีผู้ใดได้รับสิ่งใด นอกจากสวรรค์จะประทานให้
แต่ในขณะเดียวกัน สวรรค์จะประทานให้เราก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าเราสามารถดูแลรักษาสิ่งนั้นได้
กท.4:1-2 ข้าพเจ้าหมายความว่า ตราบใดที่ทายาทยังเป็นเด็กอยู่เขาก็ไม่ต่างอะไรกับทาสเลย ถึงแม้เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งปวง แต่เขาก็อยู่ใต้บังคับของผู้ปกครองและผู้ดูแลทรัพย์ จนถึงเวลาที่บิดาได้กำหนดไว้
เด็กก็ไม่ต่างจากทาส ไม่สามารถรับมรดกได้
เราจะรับมรดกจากพระเจ้าได้ ก็ต่อเมื่อรับการสร้างให้เติบโตในทางของพระองค์

6. ความไม่เชื่อของมนุษย์ ไม่สามารถหยุดงานของพระเจ้าได้
ลก.1:18 เศคาริยาห์จึงทูลทูตสวรรค์ว่า "ข้าพเจ้าจะรู้แน่ได้อย่างไร เพราะข้าพเจ้าก็ชราและภรรยาก็อายุมากแล้ว" ฝ่ายทูตสวรรค์นั้นจึงตอบว่า "เราคือ กาเบรียล ซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่หน้าพระพักตร์พระเจ้า และทรงใช้ให้มาพูดกับท่านและนำข่าวดีนี้มาแจ้ง นี่แน่ะ เพราะท่านมิได้เชื่อถ้อยคำของเราถึงเรื่องที่จะบังเกิดขึ้นตามกำหนด ท่านก็จะเป็นใบ้ไปจนถึงวันที่การณ์เหล่านี้จะสำเร็จ"
ลก.1:24 ภายหลังนางเอลีซาเบธภรรยาของท่านก็ตั้งครรภ์...
ข้อคิดจากชีวิตเศคาริยาห์ -6- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ความไม่เชื่อของมนุษย์ ไม่สามารถหยุดงานของพระเจ้าได้
แม้เศคาริยาห์ จะไม่เชื่อในสิ่งที่ทูตสวรรค์สำแดง แต่แผนการของพระเจ้าก็ไม่ได้ล้มเลิกไป
ในที่สุดนางเอลีซาเบธ ภรรยาของท่านก็ตั้งครรภ์ ตามที่พระเจ้ากำหนดไว้
แผนการของพระเจ้ากำหนดไว้อย่างไร จะเป็นไปอย่างนั้นเสมอ
ถ้าแผนการที่พระเจ้ากำหนดและพระองค์เลือกเราเป็นเครื่องมือในแผนการนั้น พระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จ
แต่หากเราไม่ยอมให้พระเจ้าใช้เป็นเครื่องมือ พระองค์จะผ่านเลยเราไปใช้ผู้นั้น ให้ทำแผนการนั้นสำเร็จจนได้

ลก.1:57-65 ครั้นเวลาซึ่งนางเอลีซาเบธจะคลอดบุตรครบถ้วนแล้ว นางก็คลอดบุตรเป็นชายเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องของนางได้ยินว่า พระเจ้าได้ทรงสำแดงพระมหากรุณาแก่นาง เขาทั้งหลายก็พากันเปรมปรีดิ์ด้วยครั้นถึงวันที่แปดแล้ว เขาก็พากันมาให้ทารกนั้นเข้าสุหนัต และเขาจะให้ชื่อทารกว่าเศคาริยาห์ตามชื่อบิดาฝ่ายมารดาจึงตอบว่า "ไม่ใช่ แต่ต้องให้ชื่อว่ายอห์น" เขาพากันตอบว่า "ไม่มีผู้ใดในพวกญาติของท่านที่มีชื่ออย่างนั้น"แล้วเขาจึงใช้ใบ้กับบิดาถามว่า ท่านอยากจะให้บุตรนั้นชื่ออะไรบิดาจึงขอกระดานชนวนมา เขียนว่า "ชื่อของบุตรคือ ยอห์น" คนทั้งหลายก็ประหลาดใจนัก ในทันใดนั้นปากและลิ้นของท่านก็คืนดีอีก แล้วท่านกล่าวสรรเสริญพระเจ้าเพื่อนบ้านของท่านก็บังเกิดความกลัว และเหตุการณ์ทั้งปวงนั้นก็เลื่องลือไปทั่วแถบภูเขาแคว้นยูเดีย
พระวจนะได้บันทึกถึงแผนการที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้
นางเอลีซาเบธ คลอดบุตรชายตามที่พระเจ้าสัญญา และเศคาริยาห์ ตั้งชื่อตามที่พระเจ้าสั่งว่า “ยอห์น”
หลังจากนั้นเศคาริยาห์ จึงสามารถกลับมาพูดได้อีกครั้งหนึ่ง
ทั้งหมดยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า

7. ก่อนที่พระเจ้าจะเทพร เราต้องผ่านการทดสอบเสียก่อน
ข้อคิดประการสุดท้ายที่เราได้จากชีวิตของเศคาริยาห์
คือ ก่อนที่พระเจ้าจะเทพรให้กับผู้ใด ผู้นั้นต้องผ่านการทดสอบจากพระองค์เสียก่อน
กว่าที่เศคาริยาห์และภรรยาจะรับพระพร พวกเขาต้องผ่านการทดสอบจากพระเจ้า
ลูกของพระเจ้า ผู้เชื่อทุกคน ย่อมได้รับสิทธิพิเศษจากพระเจ้า พระองค์ตรัสสิ่งใด เราจะได้รับสิ่งนั้น
แต่พระเจ้าที่เต็มไปด้วยพระคุณมากมายนี้ ก็เต็มไปด้วยวินัยที่เข้มข้นมากเช่นกัน
เหมือนพ่อแม่ที่อยากให้ลูกได้ดี ก็จะต้องมีวินัยให้กับลูก
เมื่อพระเจ้าจะอวยพรใคร พระเจ้าต้องมั่นใจว่าเขาพร้อมที่จะรับพระพรนั้นได้

7.1 เราจะผ่านการทดสอบได้ ต้องมีความเชื่อ
ฮบ.11:6 แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์
ความไม่เชื่อ เป็นการไม่ให้เกียรติพระเจ้า
เมื่อเราไม่ให้เกียรติพระเจ้า เราจึงไม่สามารถรับพระพรและผ่านการทดสอบได้

7.2 ความไม่เชื่อของเรา ส่งผลถึงคนรอบข้างด้วย
ลก.1:18 เศคาริยาห์จึงทูลทูตสวรรค์ว่า "ข้าพเจ้าจะรู้แน่ได้อย่างไร เพราะข้าพเจ้าก็ชราและภรรยาก็อายุมากแล้ว"
ลก.1:24-25 ภายหลังนางเอลีซาเบธภรรยาของท่านก็ตั้งครรภ์ แล้วไปซ่อนตัวอยู่ห้าเดือนพูดว่า "พระเจ้าได้ทรงกระทำเช่นนี้แก่ข้าพเจ้า ในวันที่พระองค์ได้ทอดพระเนตร เพื่อความอดสูของข้าพเจ้าที่มีอยู่ท่ามกลางคนทั้งปวงจะหมดสิ้นไปเสีย"
ข้อคิดจากชีวิตเศคาริยาห์ -7- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ความไม่เชื่อของเศคาริยาห์ ทำให้ภรรยาต้องรับความอับอายไปด้วย

ปฐก.3:17 พระองค์จึงตรัสแก่อาดัมว่า "เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่น ดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต
รม.3:23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า
การไม่เชื่อฟังของอดัมและเอวา ทำให้มนุษย์ทุกคนรับโทษของความบาป
ดังนั้น เมื่อเจอการทดสอบเราต้องระมัดระวัง เพราะการไม่เชื่อฟังของเรา
ไม่เพียงทำให้ตัวเองเท่านั้นต้องลำบาก แต่การไม่เชื่อฟังนั้นจะส่งผลกระทบไปยังคนรอบข้างเราด้วย

7.3 การไม่เชื่อฟัง ถือเป็นการละเมิดพระเจ้าอย่างรุนแรง
บางครั้งเราอาจจะคิดว่าการไม่เชื่อฟัง ไม่น่าจะมีผลกระทบกับชีวิตของเรามากนัก
แต่ในทัศนะของพระเจ้า การไม่เชื่อฟัง ถือเป็นการละเมิดพระองค์อย่างรุนแรง
เมื่อเราไม่เชื่อฟัง เราจึงถูกลงวินัยจากพระเจ้า
กดว.20:12 พระเจ้าตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า "เพราะเจ้ามิได้เชื่อเราจึงมิได้ถวายความศักดิ์สิทธิ์แก่เราต่อหน้าคนอิสราเอล เพราะฉะนั้นเจ้าจึงจะมิได้นำคนที่ประชุมนี้เข้าไปในแผ่นดินซึ่งเราได้ให้แก่เขา"
การไม่เชื่อฟังของโมเสส นำวินัยสูงสุดมาสู่ชีวิตของท่าน
เพียงแค่ท่าน ตีหิน แทนที่จะ พูดกับหิน อย่างที่พระเจ้าสั่ง ... พระเจ้าลงโทษทันที
เพื่อสอนให้เรารู้ว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ เป็นแม่ทัพ เป็นจอมทัพในสงคราม
ในการปกครอง พระองค์มีกฎและกติกาของพระองค์ที่เราต้องกระทำตาม
การขัดคำสั่งหรือการไม่เชื่อฟัง ถือว่าละเมิดต่อพระเจ้า

ฉธบ.34:1-5 และโมเสสก็ขึ้นไปจากทุ่งราบโมอับถึงภูเขาเนโบถึงยอดปิสกาห์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามเมืองเยรีโค และพระเจ้าทรงสำแดงให้ ท่านเห็นแผ่นดินนั้นทั้งหมด คือกิเลอาดจนถึงดาน ทั้งนัฟทาลีทั่วหมด เห็นแผ่นดินเอฟราอิม และมนัสเสห์ ทั่วแผ่นดินยูดาห์ไกลไปถึงทะเลตะวันตก ทั้งเนเกบและที่ลุ่ม คือที่ลุ่มเมืองเยรีโค เมืองต้นอินทผลัมไกลไปจนถึงโศอาร์ และพระเจ้าตรัสกับท่านว่า "นี่คือแผ่นดินซึ่งเราได้ปฏิญาณต่ออับราฮัม ต่ออิสอัคและต่อยาโคบว่า "เราจะให้แก่พงศ์ พันธุ์ของเจ้า" เราให้เจ้าเห็นกับตา แต่เจ้าจะไม่ได้เข้าไปในแผ่นดินนั้น" เหตุฉะนั้นโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าจึงสิ้นชีวิตที่นั่นในแผ่นดินโมอับตาม พระดำรัสของพระเจ้า
โมเสส นำประชาชนออกมาจากอียิปต์ แต่ไม่มีโอกาสได้เข้าแผ่นดินที่พระเจ้าเตรียมไว้
ท่านทำได้แค่มองดูเท่านั้น ... วินัยของพระเจ้าแรงมาก เราต้องระวัง
แต่ให้เรารู้ว่า เหตุที่พระเจ้าต้องลงวินัย ก็เพราะปรารถนาให้เราเติบโตและไม่ทำผิดต่อพระองค์

7.4 การเชื่อฟัง เป็นเหตุที่ทำให้เรารับพรและผ่านการทดสอบจากพระเจ้า
ฟป.2:5-9 ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือแต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขนเหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์
ตัวอย่างของการเชื่อฟังอย่างดีที่สุด คือ พระเยซูคริสต์
พระองค์เชื่อฟังพระเจ้าพระบิดา ยอมจนกระทั่งถึงความมรณาที่กางเขน
ข้อคิดจากชีวิตเศคาริยาห์ -8- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

แต่เพราะการยอมเชื่อฟังนั้นเอง ที่ทำให้พระเยซูคริสต์ได้รับการยกชูขึ้นเหนือนามทั้งปวง

ฉธบ.28:13 ถ้าท่านเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ และระวังที่จะกระทำตาม พระเจ้าจะทรงกระทำให้ท่านเป็นหัวไม่ใช่เป็นหาง กระทำให้สูงขึ้นทางเดียวมิใช่ให้ต่ำลง
การเชื่อฟังและกระทำตามพระบัญญัติของพระเจ้า จะทำให้เราเป็นหัวไม่ใช่เป็นหาง
พระพรจากพระวจนะ จะได้รับเมื่อเราปฏิบัติตามเท่านั้น
ทุกคนฟังพระวจนะ แต่น้อยคนพรจะสำเร็จตามนั้น ขึ้นกับการเชื่อฟังและกระทำตาม

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชีวิตของเศคาริยาห์จะสอนชีวิตของเรา
อะไรที่ดีและถูกต้อง เราควรทำตามนั้น แต่อะไรที่เป็นความผิดพลาด เราก็เรียนรู้ไว้ที่จะไม่กระทำตาม
ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรทุกท่าน

เรื่อง “ กุญแจในการพบความสำเร็จ ”

กุญแจในการพบความสำเร็จ -1- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

เรื่อง “ กุญแจในการพบความสำเร็จ ”

ความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากจะพบ แต่ความสำเร็จนั้นก็ใช่ว่าจะพบกันได้ง่ายๆ หรือพบกันได้ทุกคน แต่ใครก็ตามที่ทำตามพระวจนะของพระเจ้า ปฏิบัติตามแนวทางของพระคัมภีร์ ชีวิตของคนๆ นั้น จะพบยิ่งกว่าความสำเร็จ
คำสอนวันนี้ มีข้อแนะนำในการพบความสำเร็จผ่านกุญแจ 3 ดอก ดังนี้
กุญแจดอกที่ 1 คือ ความกล้าหาญ
กุญแจดอกที่ 2 คือ คุณธรรม
กุญแจดอกที่ 3 คือ สติปัญญา
“ความกล้าหาญ” และ “คุณธรรม” นั้น เปรียบเหมือนขาทั้งสองข้างของคน คนจะเดินได้อย่างมั่นคง ต้องใช้ขาทั้งสองข้าง แต่ “สติปัญญา” เปรียบเหมือนร่างกายของคน แม้เรามีขาทั้งสองข้าง แต่เราไม่สามารถเดินโดยปราศจากตัวได้
ดังนั้น กุญแจทั้ง 3 ดอกนี้ ต้องใช้ร่วมกันอย่างสมดุล จึงจะสามารถนำชีวิตพบความสำเร็จได้

กุญแจดอกที่ 1 คือ ความกล้าหาญ
ข้าพเจ้าเคยกล่าวเสมอว่า “ความลำบากสร้างคน แต่ความสบายทำลายคน”
ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว
ความสมบูรณ์ทำให้คนในประเทศ ขาดความกระตือรือร้น ใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ประเทศเราจึงไม่ค่อยเจริญเท่าที่ควร
นี่คือ ความสบายทำลายคน ... ทำลายความกระตือรือร้น ทำลายความคิดสร้างสรรค์ ทำลายความอึด
ทำลายความอดทน และทำลายความกล้าหาญที่มนุษย์ควรจะมี
แต่ในประเทศที่เขาต้องเผชิญภัยธรรมชาติหรือไม่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านธรรมชาติ เช่น เกาหลีหรือญี่ปุ่น
พวกเขาต้องเอาตัวรอด ต้องอึด ต้องอดทน และต้องกล้าหาญในการใช้ชีวิต เพื่อเอาชนะธรรมชาติ
นี่คือ ความลำบากสร้างคน ...
ความยากลำบากที่มนุษย์ต้องเผชิญนั้น ถ้าถูกสร้างเรื่อยๆ จะส่งผลให้คนๆ นั้นกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักยอมแพ้
ความลำบาก ทำให้คนกล้าหาญ ... ไม่กลัวต่อปัญหา ไม่กลัวอุปสรรค ไม่กลัวความอดอยาก
ไม่กลัวแรงกดดัน ไม่กลัวจน และในที่สุด ไม่กลัวแม้กระทั่งความตาย
ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ที่เลวร้ายแค่ไหน คนกล้าหาญจะไม่ยอมแพ้
ที่จริงแล้ว มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมสัญชาตญาณในการปรับตัว มนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการเอาตัวรอด
ความยากลำบากและปัญหาของชีวิตที่เกิดขึ้น กระตุ้นให้มนุษย์ใช้สัญชาตญาณในส่วนนั้น
แน่นอนว่า หากไม่มีปัญหา มีแต่ความสบาย สัญชาตญาณในการปรับตัวและเอาตัวรอดย่อมไม่เกิดขึ้น
คนที่มีความกล้าหาญ เมื่อเจอ “ปัญหา” เขาจะเปลี่ยนปัญหานั้น ให้กลายเป็น “ปัญญา” ได้
เมื่อถึงเวลาจนตรอกแม้แต่สุนัขยังต้องสู้ ถ้ามนุษย์เจอปัญหาแล้วไม่สู้ ก็น่าอายยิ่งกว่าสุนัข
ดังนั้น เมื่อปัญหาเกิดขึ้น เราต้องกล้าเอาชนะมันให้ได้
ผลของการถูกสร้างผ่านปัญหา จะทำให้ชีวิตของเราแข็งแกร่งและสามารถยืนหยัดได้ในทุกสถานการณ์

พระคัมภีร์เกี่ยวกับความกล้าหาญ
ยชว.1:6,9 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะเจ้าจะกระทำให้ชนชาตินี้รับแผ่นดินนั้นเป็นมรดก ซึ่งเราปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษ ของเขาทั้งหลายว่าจะยกให้เขา, เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า
กุญแจในการพบความสำเร็จ -2- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

จากพระวจนะตอนนี้ พระเจ้าหนุนใจให้โยชูวามีความกล้าหาญ และพระองค์ได้ทรงหนุนใจเราทุกคนด้วย
ความกล้าหาญอย่างหนึ่งที่ลูกพระเจ้าทุกคนควรมี คือ กล้าที่จะเชื่อและกล้าที่จะทำตามพระสัญญาของพระเจ้า
กล้าที่จะเชื่อ กล้าที่จะทำตาม แม้ไม่เข้าใจ เพราะความเข้าใจจะตามมาเองหลังจากเรามีประสบการณ์กับพระเจ้า
ความกล้าหาญ ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศของทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเกียรติยศของผู้เชื่อทุกคนด้วย
ผู้กล้าหาญ เมื่อเผชิญกับปัญหา จะกล้าสู้มัน จะกล้าปรับตัว และกล้าเริ่มต้นใหม่

กจ.4:13 เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ ก็ประหลาดใจ แล้วสำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู
คุณสมบัติของผู้นำ หรือผู้ที่จะพบความสำเร็จในชีวิต คือ ความกล้าหาญ
หากปราศจากความกล้า คุณไม่สามารถเป็นผู้นำและไม่สามารถพบความสำเร็จของชีวิตได้!
พระวจนะตอนนี้ ทำให้เราเห็นความกล้าหาญของเปโตรและยอห์น อัครสาวกของพระเยซู
แม้พวกเขาจะเป็นชาวบ้านธรรมดา ขาดการศึกษา แต่สิ่งที่พวกเขามีอย่างโดดเด่นชดเชยสิ่งที่ขาดไปนั้น คือ ความกล้าหาญ
ช่วงเวลาสามปีครึ่งที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับพระเยซู รับการสร้างจากพระเยซู
พระองค์ทรงเปลี่ยน “คนกลัว” ให้กลายเป็น “คนกล้า”
ดังนั้น ความกล้าหาญ จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการนำชีวิตเราพบความสำเร็จ
ความกล้าหาญนั้น เราสามารถสร้างได้จากการผูกพันตัวกับพระเจ้า การเชื่อและทำตามพระวจนะของพระองค์

กจ.20:22-24 นี่แน่ะ บัดนี้พระวิญญาณพันผูกข้าพเจ้า จึงจำเป็นจะต้องไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ไม่ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าที่นั่นบ้าง เว้นไว้แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงเป็นพยานแก่ข้าพเจ้าในทุกบ้านทุกเมืองว่า เครื่องจำจองและความยากลำบากคอยท่าข้าพเจ้าอยู่ แต่ข้าพเจ้ามิได้ถือว่า ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งมีค่าและประเสริฐสำหรับตัวข้าพเจ้า แต่ในชีวิตของข้าพเจ้าขอทำหน้าที่ให้สำเร็จก็แล้วกัน และทำการปรนนิบัติที่ได้รับมอบหมายจากพระเยซูเจ้า คือที่จะเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ ซึ่งสำแดงพระคุณของพระเจ้านั้น
พระวจนะตอนนี้ เป็นความกล้าหาญของอัครทูตอีกท่านหนึ่ง คือ เปาโล
เปาโล กล้าหาญถึงขนาดยอมเผชิญกับความตาย เพื่ออุดมการณ์และความเชื่อในพระเจ้า
พระเจ้าทรงเปิดเผยล่วงหน้าว่าท่านจะต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้าง ทั้งโซ่ตรวนและความตายรอท่านอยู่เบื้องหน้า
แต่ทั้งๆ ที่รู้ เปาโลก็ยอมไป ยอมทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชา
การติดคุกและการยอมตายของท่าน ทำให้ภารกิจที่ท่านรับมอบหมายจากพระเจ้าสำเร็จ
และทำให้ข่าวประเสริฐของพระเจ้าแพร่ออกไปไม่มีสิ้นสุด ... ทั้งหมด เริ่มต้นที่ความกล้าหาญ

ฟป.1:12-14 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านทราบว่า การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไปจนประจักษ์ทั่วกันในหมู่ผู้คุมและคนอื่นๆว่า การที่ข้าพเจ้าถูกจำจองนั้น ก็เพื่อพระคริสต์และพี่น้องส่วนมากได้เกิดความไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า เนื่องด้วยการจำจองของข้าพเจ้า และพวกเขามีใจกล้าขึ้น ที่จะกล่าวพระวจนะของพระเจ้าโดยปราศจากความกลัว
พระวจนะตอนนี้ เป็นหลักฐานความสำเร็จที่เกิดจากความกล้าหาญของเปาโล
สิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน ความลำบากที่ท่านกล้าเผชิญนั้น กลายเป็นพระพรสำหรับงานพระเจ้า
ดังนั้น ความกล้าหาญ จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญในการนำชีวิตสู่ความสำเร็จ
ความกล้าหาญที่เป็นรูปธรรมที่เราควรมี คือ กล้าเชื่อ กล้าลงทุน กล้าเหน็ดเหนื่อย กล้าลงแรง
กล้าทนต่อแรงเสียดทาน กล้ารักษาวินัย ... สิ่งเหล่านี้เราต้องฝึกและอธิษฐานขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า
กุญแจในการพบความสำเร็จ -3- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

กุญแจดอกที่ 2 คือ คุณธรรม
ความกล้าหาญ และคุณธรรม ต้องใช้ควบคู่กันจึงจะเกิดผลสำเร็จ
ความกล้าหาญ เป็นเรื่องพลัง ความเด็ดเดี่ยว ความเด็ดขาดและวินัยชีวิต
แต่คุณธรรม ต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญของความกล้าหาญด้วย
กล้าได้ แต่ต้องกล้าอย่างมีคุณธรรม ไม่ใช่กล้าอย่างโหดเหี้ยม โหดร้าย
ความฉลาด ความเก่ง ความกล้า เป็นเรื่องดี แต่มันจะกลายเป็นเรื่องดีที่สุด
เมื่อความกล้านั้นประกอบด้วยความสุภาพอ่อนโยน ประกอบด้วยความจริงใจและความสัตย์ซื่อ
ความฉลาด ความเก่ง ความกล้าว่าดีแล้ว แต่ไม่มีอะไรแทนที่ “ความจริงใจและไมตรีจิตได้”
เราอาจจะใช้กำลังเอาชนะคนได้ หรือเราอาจจะใช้อำนาจบังคับคนให้ทำงานได้
แต่เราไม่สามารถบังคับหรือใช้กำลังให้ใครเคารพและนับถือเราได้
คนจะรักและนับถือเราได้ด้วยเหตุผลเดียว คือ คุณธรรมที่เรามีอยู่ในชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจ ความเอื้ออาทรและความอ่อนโยน อ่อนสุภาพ
ดังนั้น คุณธรรม จึงเป็นอาวุธสำคัญของชีวิตที่จะนำเราพบความสำเร็จและเอาชนะปัญหาต่างๆ ได้

- รอยยิ้ม น้ำใจ ความเอื้ออารี เป็นมนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เมืองไทยเป็นเมืองที่น่าเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติ
รอยยิ้มและความเป็นมิตรของคนไทย ชนะใจชาวต่างชาติได้
- ผู้ชายที่มีความแข็งแกร่ง จะแพ้ผู้หญิงที่มีความอ่อนโยน
พระเจ้าประทานพละกำลังให้ผู้ชาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ประทานความอ่อนโยนแก่ผู้หญิง
- จำไว้ว่า “งูร้าย ไม่ได้ตายด้วยไม้แข็ง แต่เราปราบงูร้ายได้ด้วยไม้อ่อน”
ไม้แข็งดูน่ากลัว แต่เวลาตีลง เปอร์เซ็นต์ในการถูกงูน้อย เพราะไม้ไม่ยืดหยุ่น
แต่ไม้อ่อนนั้น มีความยืดหยุ่น ไม่ว่าพื้นที่ตีเป็นอย่างไร ไม้นั้นจะต้องถูกตัวงูอย่างแน่นอน
- เปลือกไม้แข็ง ไม่นานก็ร่วงโรย แต่ยอดไม้อ่อน มันชูช่อ แตกยอดไปเรื่อยๆ
- “น้ำ” ที่มีลักษณะอ่อน ไม่แข็ง แต่สามารถเซาะหินให้พังได้
ถ้าเราแข็ง เราไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ได้
อย่าคิดว่าเราเก่ง เพราะคนที่เก่งกว่าเรา ดีกว่าเรา มีอีกมากมาย

นักบริหารและคนส่วนน้อย ไม่ตระหนักว่า “คุณธรรม สามารถทำให้เรานั่งอยู่ในใจคนได้”
การบริหารงานด้วยความอ่อนโยน ด้วยใจ จะทำให้เรารับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการบังคับหรือการลงโทษ
น้ำใจ การแสดงไมตรีต่อผู้อื่น จึงเป็นคุณธรรมที่สูงสุด
และเป็นคุณธรรมที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงมาก แต่รับผลตอบแทนและกำไรสูง
คนเราจะยิ้มได้ ไม่จำเป็นต้องจบปริญญา คนเราจะแสดงน้ำใจได้ ไม่จำเป็นต้องสวย
คุณธรรมนี้ ใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นคนทำ
ขาหนึ่งจำไว้ว่า เราต้องกล้าหาญ แต่อีกขาหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ความกล้าหาญบนพื้นฐานของคุณธรรม
มีโอกาสโกง แต่ไม่โกง กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าทำในสิ่งที่มีคุณธรรม
รายได้น้อยด้วยความสัตย์ซื่อ ดีกว่ามีมากด้วยการโกง ... เพราะมีอย่างนั้นไม่ถาวร และมีความทุกข์แฝงอยู่ด้วย

ชีวิตของคนจะสมบูรณ์ ต้องมีทั้งส่วนที่ “แข็ง” และส่วนที่ “อ่อน”
กุญแจในการพบความสำเร็จ -4- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

กระดูก แข็ง แต่เนื้อ นิ่ม ... ไม่มีกระดูก เนื้อก็กองอยู่กับพื้น แต่ถ้ามีแต่กระดูกไม่มีเนื้อ ใครจะกล้ามอง
ในความแข็ง ต้องพึ่งพาความอ่อน และในขณะเดียวกัน ความอ่อน ก็ต้องพึ่งพาความแข็งเช่นกัน
ถ้าเรามีความแข็งที่เป็นคุณธรรม จะเป็นความเข้มแข็งที่แท้จริง และเป็นความเข็มแข็งที่สง่างาม

พระคัมภีร์เกี่ยวกับคุณธรรม
ยก.3:13,17 ในพวกท่านผู้ใดเป็นคนฉลาดและมีปัญญา ก็ให้ผู้นั้นแสดงการประพฤติของตนด้วยพฤติกรรมอันดี มีใจอ่อนสุภาพประกอบด้วยปัญญา, แต่ปัญญาจากเบื้องบนนั้นบริสุทธิ์เป็นประการแรก แล้วจึงเป็นความสงบสุข สุภาพและว่าง่าย เปี่ยมด้วยความเมตตาและผลที่ดี ไม่ลำเอียง ไม่หน้าซื่อใจคด
ปัญญาจากพระเจ้า ปัญญาจากเบื้องบน คือ สงบสุข ความสุภาพว่าง่าย และความเมตตา
สิ่งเหล่านี้ ต้องเป็นคุณธรรมของลูกพระเจ้า
คส.3:12 เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน
ความอ่อนสุภาพ ต้องเป็นคุณสมบัติคนของพระเจ้า
มธ.11:29 จงเอาแอกของเราแบกไว้แล้วเรียนจากเราเพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อมและจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก
พระเจ้าให้สอนให้เราเรียนรู้วิถีชีวิตจากพระองค์ หนึ่งในนั้นที่นำเราสู่ความสำเร็จ คือ ความสุภาพและอ่อนน้อม
สดด.37:11 แต่คนใจอ่อนสุภาพจะได้แผ่นดินตกไปเป็นมรดกและตัวเขาปีติยินดีในความเจริญอุดมสมบูรณ์
คนที่มีความอ่อนสุภาพ จะมีชีวิตที่เจริญ เกิดผล ก้าวหน้า

กุญแจดอกที่ 3 คือ สติปัญญา
อย่างที่ก้าวไปในเบื้องต้นแล้วว่า ทั้งความกล้าหาญและคุณธรรม เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำเร็จชีวิตที่ประสบความสำเร็จ
เพราะทั้งสองนั้นเปรียบเหมือนขาสองข้างของคน แต่ขาจะก้าวเดินได้อย่างมั่นคงต้องติดอยู่กับตัวหรือร่างกาย
ตัวหรือร่างกายที่ว่านั้น คือ สติปัญญา
คนของพระเจ้า ต้องมีปัญญาที่ตั้งอยู่บนความกล้าหาญและคุณธรรม
แม้เราเก่ง แม้เรากล้า แม้เรามีคุณธรรม แต่หากปราศจากปัญญา ก็หาพบความสำเร็จที่สมบูรณ์ไม่
ถ้าเป็นคนมีปัญญาที่แท้จริง คนๆ นั้นจะมีความแข็งแกร่งและความอ่อนสุภาพอยู่ในตัว

ปญจ.9:11 ข้าพเจ้าได้เห็นภายใต้ดวงอาทิตย์อีกว่า คนเร็วไม่ชนะในการวิ่งแข่งเสมอไป หรือฝ่ายมีกำลังไม่ชนะสงครามเสมอ ไป หรือคนฉลาดไม่รับประทานเสมอไป หรือคนมีความเข้าใจไม่ร่ำรวยเสมอไป หรือผู้ที่เชี่ยวชาญไม่ได้รับความ โปรดปรานเสมอไป แต่วารและโอกาสมีมาถึงเขาทุกคน
พระวจนะของพระเจ้าสอนให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น ... คนเร็วไม่ชนะในการวิ่งแข่งเสมอไป
คนที่มีกำลังไม่ชนะในสงครามเสมอไป แต่คนที่มีปัญญาย่อมได้พบความสำเร็จเสมอ
เพราะปัญญาจะทำให้เรารู้จักเวลา วาระและโอกาสต่างๆ และใช้มันอย่างถูกต้องเหมาะสม

สติปัญญา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการนำชีวิตสู่ความสำเร็จ
องค์ประกอบของร่างกายทั้งหมดเคลื่อนไปได้ด้วยส่วนหัว (สมอง) ทั้งๆ ที่เป็นส่วนเล็กๆ เท่านั้น
โลกทั้งใบก็เช่นเดียวกัน เคลื่อนไปได้ เปลี่ยนแปลงได้ ด้วยสติปัญญาของคนบางคนเท่านั้น
เช่น คำสอนของบรรดาศาสดาของศาสนาต่างๆ

กุญแจในการพบความสำเร็จ -5- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ข้อได้เปรียบสำหรับลูกพระเจ้า คือ ถ้าเราขาดปัญญา เราสามารถทูลขอจากพระเจ้าได้
ยก.1:5 ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญาก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ
เมื่อเรามีปัญญา เราจะเป็นคนที่ “มอง” แล้ว “เห็น” เป็นคนที่ “ฟัง” แล้ว “ได้ยินและเข้าใจ”
สภษ.20:12 หูที่ฟังได้และตาที่มองเห็น พระเจ้าทรงสร้างมันทั้งสอง
คนในโลกนี้เป็นอันมาก มอง แต่ไม่เห็น ฟัง แต่ไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ เพราะปราศจากปัญญานั่นเอง
มองเห็น คือ มองทะลุปัญหา ฟังได้ คือ ฟังแล้วเข้าใจ นำไปใช้กับชีวิตได้
ดังนั้น เรื่องสติปัญญาจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนพอสมควร แต่เราสามารถอธิษฐานขอความเข้าใจนี้จากพระเจ้าได้

การศึกษาที่แท้จริงของมนุษย์ ไม่ควรมุ่งที่ “ใบปริญญา” แต่ควรมุ่งเน้นที่การ “ยกระดับปัญญา”
เราต้องคิดเสมอว่า อ่าน ดู ฟัง เรียนอะไรก็ตาม ปัญญาเราต้องสูงขึ้น ไม่ใช่เป็นการสะสมความโง่ให้เพิ่มพูนขึ้นในชีวิต
ระดับปัญญาที่สูงขึ้น จะทำให้เรามองไกลขึ้น ไม่ใช่มองใกล้ๆ จะทำให้เรามองละเอียดขึ้น ไม่ใช่มองอะไรอย่างหยาบๆ
ระดับปัญญาที่สูงขึ้น จะทำให้เรารู้ว่าอะไรควรพูดและอะไรไม่ควรพูด และถ้าจะพูดควรพูดเวลาใด
ระดับปัญญาที่สูงขึ้น ทำให้เราเห็นโอกาสในการประสบความสำเร็จมากขึ้น
อฟ.5:15-16 เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญาจงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว
คนจะฉวยโอกาสและเห็นคุณค่าของเวลา ก็ต่อเมื่อเขามีปัญญาเท่านั้น
คนโง่ แม้โอกาสลอยอยู่ตรงหน้า เขาก็มองไม่เห็น แต่คนมีปัญญาจะมองเห็น และคว้าโอกาสนั้นไว้ได้

ปญจ.3:1-8 มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง และมีวารสำหรับเรื่องราวทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์ มีวารเกิด และวารตาย มีวารปลูก และวารถอนสิ่งที่ปลูกทิ้ง มีวารฆ่า และวารรักษาให้หาย มีวารรื้อทลายลง และวารก่อสร้างขึ้น มีวารร้องไห้ และวารหัวเราะ มีวารไว้ทุกข์ และวารเต้นรำ มีวารโยนหินทิ้ง และวารเก็บรวบรวมหิน มีวารสวมกอด และวารงดเว้นการสวมกอด มีวารแสวงหา และวารทำหาย วารเก็บรักษาไว้ และวารโยนทิ้งไป มีวารฉีกขาด และวารเย็บ วารนิ่งเงียบ และวารพูด มีวารรัก และวารเกลียด วารสงคราม และวารสันติ
หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องปัญญาได้ดีที่สุด คงไม่พ้นพระธรรมปัญญาจารย์และสุภาษิต
หากอยากมีสติปัญญาที่เพิ่มพูนขึ้น อ่านและใคร่ครวญหนังสือสองเล่มนี้บ่อยๆ
พระเจ้าสอนให้คนมีปัญญา รู้จักเวลาและวาระต่างๆ ของชีวิต
วันนี้เขาเกลียด พรุ่งนี้เขาอาจจะรักก็ได้ วันนี้เขาโกรธ พรุ่งนี้เขาอาจจะดีก็ได้
เมื่อวานนี้และวันนี้ยังเลวอยู่ แต่วันพรุ่งนี้อาจจะกลับตัวให้ดีได้ ... เราต้องรู้เวลาของแต่ละคน

แหล่งที่มาของสติปัญญา
1) พระคัมภีร์ทั้งเล่ม
พระคัมภีร์หรือพระวจนะของพระเจ้า เป็นพระเจ้าที่ปรากฏในรูปของตัวอักษร
ดังนั้น แหล่งที่มาที่จะทำให้สติปัญญาของเราเพิ่มพูน คือ การอ่านพระวจนะรับเอาพระเจ้าเข้าสู่ชีวิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระธรรมปัญญาจารย์และสุภาษิต จะสอนเรื่องปัญญาอย่างชัดเจน
สภษ.21:30-31 ปัญญาก็ดี ความเข้าใจก็ดี คำปรึกษาก็ดีจะเอาชนะพระเจ้าไม่ได้ ม้าก็เตรียมไว้พร้อมแล้วสำหรับวันสงคราม แต่ความมีชัยเป็นของพระเจ้า
แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องระวัง คือ แม้มนุษย์มีปัญญามากแค่ไหน ก็ไม่สามารถเอาชนะพระเจ้าได้
กุญแจในการพบความสำเร็จ -6- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ดังนั้น พระเจ้าต้องมาก่อน แล้วเราจะมีปัญญาที่สามารถประสบความสำเร็จได้

2) ผู้รับใช้พระเจ้าและนักปราชญ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้รับใช้ 5 ขุนพลที่เป็นของประทานจากพระเจ้า
อฟ.4:11 ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์
อัครทูต ผู้เผยพระวจนะ ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ศิษยาภิบาลและอาจารย์
ผู้รับใช้พระเจ้าเหล่านี้ จะสามารถถ่ายทอดถ้อยคำของพระเจ้าเพื่อเพิ่มพูนปัญญาให้กับเราได้
ถ้อยคำของพระเจ้าเป็นความล้ำลึก ไม่ใช่ใครทุกคนจะอ่านแล้วเข้าใจ แต่ต้องมีการเปิดเผยและสำแดงผ่านผู้รับใช้
ดังนั้น การผูกพัน ใกล้ชิดกับผู้รับใช้พระเจ้า ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้เรามีปัญญามากขึ้น
แต่ย้ำว่า ต้องเป็นผู้รับใช้ที่พระเจ้าเจิมตั้งไว้ คือ เป็นผู้ที่มีผลงานจับต้องมองเห็นได้
ในเรื่องการสร้าง การนำ การสอนคน ไม่ใช่คนที่อ้างตัวว่าเป็นผู้รับใช้ แต่ไม่เคยมีผลงานอะไรเลย
ถ้าแม้แต่ตัวเองเขาไม่มีปัญญา เขาจะแบ่งปันปัญญาที่ไหนให้กับใครได้

สภษ.13:20 บุคคลที่เดินกับปราชญ์ ก็กลายเป็นคนฉลาด แต่เพื่อนฝูงของคนโง่จะรับภยันตราย
ไม่เพียงแต่ผู้รับใช้พระเจ้าเท่านั้นที่เพิ่มพูนปัญญาให้เราได้ บรรดานักปราชญ์ นักคิดก็สามารถเป็นแหล่งปัญญาของเราได้
เดินกับปราชญ์ คุยกับปราชญ์ แบ่งปันประสบการณ์กับปราชญ์ ก็สามารถทำให้เราเป็นปราชญ์ได้
วันนี้ เราต้องถามตัวเองว่า เราเดินและใช้ชีวิตอยู่กับคนกลุ่มไหน เพราะนั่นจะบ่งบอกว่าเราจะมีปัญญาเพิ่มขึ้นได้หรือไม่

3) หนังสือว่าด้วยความรู้ แนวคิด ปรัชญาชีวิตและประวัติบุคคลสำคัญ
หนังสือเป็นคลังปัญญาอย่างดี แต่หนังสือที่เราเลือกอ่านนั้น ต้องเป็นหนังสือที่ดีด้วย
คือ หนังสือว่าด้วยความรู้ แนวคิด ปรัชญาชีวิต หรือประวัติของบุคคลสำคัญ
หนังสือทุกเรื่องที่อ่าน ต้องให้ปัญญาแก่เรา ถ้าหนังสือเล่มใดอ่านแล้วไม่ใช่ปัญญา อย่าเสียเวลาอ่าน
และถ้าเราจะต้องเสียเงินไปกับบางสิ่ง เปลี่ยนจากการเสียให้เครื่องประดับภายนอก เช่น เสื้อผ้า แหวน นาฬิกา
มาเปลี่ยนเสียให้กับเครื่องประดับปัญญาของเราดีกว่า นั่นคือ การลงทุนซื้อหนังสืออ่าน
อ่านแล้วอธิษฐานขอสติปัญญาจากพระเจ้า
สุดท้ายขอฝากเรื่องของปัญญาไว้จากพระวจนะพระเจ้า ดังนี้
สภษ.8:10-12 จงรับคำสั่งสอนของเราแทนเงิน และความรู้แทนทองคำอย่างดี เพราะปัญญาดีกว่าทับทิม และสิ่งที่เจ้าปรารถนาทั้งหมดจะเปรียบเทียบกับปัญญาไม่ได้ เราคือปัญญา อยู่ในความหยั่งรู้ และเราพบความรู้และความเฉลียวฉลาด
ที่จริงแล้วแนวคิดจากพระวจนะพระเจ้าในการนำชีวิตเราพบความสำเร็จมีอีกหลายแง่มุม
แต่ข้าพเจ้ามั่นใจว่า เพียงแค่กุญแจ 3 ดอกนี้ หากใครคว้าไว้ได้ ก็สามารถไขชีวิตของเขาให้พบความสำเร็จได้เช่นกัน

เรื่อง “ กำจัดจุดอ่อน พัฒนาจุดแข็ง ”

กำจัดจุดอ่อน พัฒนาจุดแข็ง -1- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

เรื่อง “ กำจัดจุดอ่อน พัฒนาจุดแข็ง ”

ในโลกนี้ ทุกคนเกิดมามีทั้ง “จุดอ่อน” และ “จุดแข็ง” คนที่มีจุดอ่อน ก็ใช่ว่าจะอ่อนแอไปเสียทุกเรื่อง ในความอ่อนแอนั้นมีความเข้มแข็งอยู่ด้วย ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่มีจุดอ่อน ในขณะเดียวกัน เราทุกคนเกิดมามีจุดแข็งด้วย
จุดอ่อนที่เราพบ เราต้องกำจัดมัน และจุดแข็งที่เราพบ เราต้องพัฒนามันให้แข็งยิ่งขึ้น
เราจะพบชีวิตที่เหนือความสำเร็จได้ ต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง (กำจัดจุดอ่อน และพัฒนาจุดแข็ง) และต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ส่วนที่เราทำได้ เราต้องทำ ส่วนที่เกินกำลังของเรานั้น จึงเข้าสู่กำลังของพระเจ้า
1คร.1:26-31 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลายจงพิจารณาดูว่า พวกท่านที่พระเจ้าได้ทรงเรียกมานั้นเป็นคนพวกไหน มีน้อยคนที่โลกนิยมว่ามีปัญญา มีน้อยคนที่มีอำนาจ มีน้อยคนที่มีตระกูลสูง แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้คนที่แข็งแรงอับอาย พระเจ้าได้ทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าต่ำต้อยและดูหมิ่น และเห็นว่าไร้สาระ เพื่อทำลายสิ่งซึ่งโลกเห็นว่าสำคัญ เพื่อมิให้มนุษย์สักคนหนึ่งอวดต่อพระเจ้าได้โดยพระองค์ ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะพระเจ้าทรงตั้งพระองค์ให้เป็นปัญญาและความชอบธรรมของเรา และเป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป เพื่อให้เป็นไปตามพระคัมภีร์ที่เขียนว่า ให้ผู้โอ้อวด อวดองค์พระผู้เป็นเจ้า
พระวจนะตอนนี้ ต้องการให้เราพิจารณาดูตัวเองและดูคนที่พระเจ้าทรงเลือก ส่วนใหญ่เป็นคนอ่อนแอ ส่วนใหญ่โลกถือว่าโง่เขลา พระเจ้าไม่ได้ให้เราปฏิเสธคนร่ำรวยหรือคนมีปัญญา แต่ที่พระเจ้าเลือกคนต่ำต้อย ก็เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
ถ้าเรายอมให้พระเจ้าใช้ ถ้าเรายอมให้พระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิต คนอ่อนแอก็กลายเป็นคนเข้มแข็งได้ จุดอ่อนเรากำจัดได้ และจุดแข็งเราก็พัฒนาได้
กจ.4:13 เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ ก็ประหลาดใจ แล้วสำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู
นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่พระเจ้าทรงกระทำผ่านอัครทูตของพระองค์ ... พระเจ้าได้ทรงกำจัดจุดอ่อน และพัฒนาจุดแข็งของพวกเขาได้สำเร็จแล้ว และเป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลก
สามปีครึ่งที่พระเยซูคริสต์ นำชาวบ้านที่ยากจน การศึกษาต่ำมาใช้ชีวิตร่วมกับพระองค์ และพระเจ้าทรงสามารถทำให้สามัญชนกลายเป็นปัญญาชน กลายเป็นปราชญ์ของโลกได้
ผู้ที่ให้คะแนนความกล้าหาญของเปโตรและยอห์น คือ พวกนักปราชญ์ พวกการศึกษาสูง และพวกฐานะสูงส่งในสภา พวกเขาเห็นความกล้าหาญ เห็นเชาว์ไหวพริบ เห็นความสามารถและเห็นสง่าราศีของพระเจ้าผ่านเปโตรและยอห์น จากคนต่ำต้อยกลายเป็นคนที่สูงส่ง จากคนไร้ค่ากลายเป็นคนที่มีค่า เพราะเขายอมให้พระเยซูมากำจัดจุดอ่อน และพัฒนาจุดแข็ง
เราทุกคนก็สามารถมีชีวิตอย่างอัครทูตได้ ถ้าเรายอมรับการสร้างจากพระเจ้า

1. หลักในการกำจัดจุดอ่อน พัฒนาจุดแข็ง
1.1 ให้ความสำคัญกับคำว่า “กำจัด” และ “พัฒนา”
การกำจัดจุดอ่อนและพัฒนาจุดแข็ง ต้องเริ่มต้นที่ให้ความสำคัญกับ 2 คำนี้ คือ คำว่า “กำจัด” และ “พัฒนา”
“กำจัด” เราจะทำได้ ต้องกล้า ไม่กลัวที่จะเสียหน้าและไม่นึกที่จะเสียดาย
เช่น ทำผิด ต้องรีบขอโทษ อย่ากลัวเสียหน้า อย่าคิดว่าเสียเกียรติ
คนที่ทำผิดแล้วไม่กล้าขอโทษ เพราะคิดว่าจะเสียเกียรติ ในที่สุดเกียรตินั้นจะสูญเสียไปทันที
และในการกำจัดนั้น เราจำเป็นต้องลงทุนลงแรงกับมัน
เช่น การกำจัดฝุ่น กำจัดขยะ ตัวเราก็ต้องเปื้อนฝุ่นและเหม็นขยะไปด้วย
กำจัดจุดอ่อน พัฒนาจุดแข็ง -2- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

ส่วน “พัฒนา” คือ การก่อสิ่งใหม่ขึ้นมา ... สิ่งที่ไม่เคยทำ ต้องทำ สิ่งที่ไม่มีต้องหาให้มี
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือผู้น้อย ถ้าอยากจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต
ทุกวันเราต้องกำจัดจุดอ่อน ทุกวันเราต้องพัฒนาจุดแข็ง
จะว่าไปการกำจัดและพัฒนา ก็เหมือนกับการแต่งตัวประจำวันของเรานั่นแหละ
เช้ามาเราต้องกำจัดความสกปรก (ผ่านการอาบน้ำ แปรงฟัน ฯลฯ)
และเมื่อกำจัดความสกปรกเสร็จแล้ว เราก็ต้องแต่งตัวให้สวยงาม นั่นคือ การพัฒนา

1.2 พึงตระหนักว่า “ในคนที่ดีที่สุดของโลก ก็ยังไม่มีใครดีพร้อม”
คนสมบูรณ์แบบไม่เคยเกิดขึ้นในโลกใบนี้ แม้คนที่ได้ชื่อว่าดีที่สุด ก็ยังไม่มีใครดีพร้อม ย่อมมีข้อบกพร่องเป็นธรรมดา
ยิ่งก้าวหน้ามากเท่าใด เราจะยิ่งเห็นความขาดตกบกพร่องของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
แต่คนที่บกพร่องจะดีขึ้นได้ ต้องพร้อมกำจัดจุดอ่อนและพัฒนาจุดแข็ง
ก. บางคนเก่ง ฉลาด มีปัญญา แต่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้
IQ สูง แต่ EQ ต่ำ ความสามารถทางปัญญาสูง แต่ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่ำ
ข. เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่นำเสนอไม่เป็น
คนเก่งที่ขาดการประชาสัมพันธ์ ความเก่งนั้นก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ขายตัวเองไม่เป็น เก่งอยู่ลับๆ
ค. หลายคนขยัน ทุ่มเท แต่รับไม่ได้ถ้าถูกตำหนิหรือติเตือน
จุดเด่น คือ ขยัน ทุ่มเท แต่จะกลายเป็นจุดอ่อนทันที ถ้าถูกตำหนิหรือติเตือน
ที่จริงแล้วทุกการตำหนิ จะเป็นประโยชน์สำหรับตัวเราเอง ถ้าเรากล้าเปิดใจกว้างยอมรับมัน
ง. คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
ในจุดเด่นของคน ยังมีจุดด้อย คนที่คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ดีแล้ว ยอดแล้ว ไม่ยอมฟังความคิดเห็นของใคร
ในที่สุด คนๆ นั้นจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่สามารถก้าวหน้าได้ไกลเท่าที่ใจต้องการ
เพราะไม่ยอมกำจัดจุดอ่อนในตัวเอง และที่กล่าวมาทั้งหมด ก็เป็นจุดอ่อนในจุดแข็งที่เราต้องเข้าใจและยอมรับ

2. สิ่งสำคัญในการพัฒนาตนเอง ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีจุดอ่อนหรือจุดแข็งอย่างใด
แต่อยู่ที่ ... ใครสามารถค้นหาจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเองได้เจอ
จุดอ่อนและจุดแข็ง เป็นสิ่งที่ทุกคนมี แต่คนที่จะพัฒนาตนเองได้ ต้องเป็นคนที่สามารถหาจุดอ่อนจุดแข็งนั้นได้เจอ
เมื่อค้นหาจนเจอแล้ว ก็ต้องยอมรับ ... ไม่ใช่เจอแล้ว แต่ไม่กล้ายอมรับ
คิดว่ามารหลอก คิดว่าเป็นธรรมชาติ คิดว่าเป็นความอ่อนแอของมนุษย์ ไม่ยอมรับการแก้ไข
มธ.5:3 บุคคลผู้ใด รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา
พระเยซูสอนให้เรายอมรับจุดอ่อนของตัวเอง (ความบกพร่อง) แล้วเราจะมีความสุข
ไม่เพียงยอมรับเท่านั้น แต่กล้าที่จะกำจัดมันด้วย
เราต้องค้นหาจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเองเสมอทุกวัน และลงมือกำจัดและพัฒนามันทุกวันเช่นกัน
อย่าลืมว่า หนทางพันไมล์ก็เริ่มต้นที่ก้าวเดียว และกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ก็เริ่มต้นจากอิฐก้อนเดียวเช่นกัน
ถ้าเรามุ่งมั่นกำจัดจุดอ่อนทุกวัน มันก็จะหลุดไปได้ ถ้าเรามุ่งมั่นพัฒนาจุดแข็งทุกวัน เราก็จะยิ่งก้าวหน้ามากขึ้น

2.1 บางคนค้นหาและค้นพบจุดอ่อนและจุดแข็ง แต่ไม่กล้ายอมรับ
บางคนค้นหาจุดอ่อนและจุดแข็งเจอแล้ว นั่นถือว่าเป็นเรื่องดีที่เราสามารถค้นพบ

กำจัดจุดอ่อน พัฒนาจุดแข็ง -3- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

แต่เขากลับไม่ยอมรับในจุดอ่อนและจุดแข็งนั้น
คิดว่าเป็นความอ่อนแอของมนุษย์ คิดว่าเป็นกรรมพันธุ์ เป็นธรรมชาติที่แก้ไขไม่ได้
ผลของการไม่ยอมรับ คือ อ่อนแอต่อไป อยู่ที่เดิมต่อไป ไม่สามารถที่จะก้าวหน้าได้
และในที่สุดก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะจุดอ่อนไม่ได้รับการกำจัด จุดแข็งไม่ได้รับการพัฒนา

2.2 บางคนค้นหา ค้นพบและยอมรับจุดอ่อนจุดแข็ง แต่ไม่ยอมแก้ไข
บางคนยอมรับว่าตัวเองมีจุดอ่อน ไม่ปฏิเสธจุดอ่อนของตัวเอง แต่ก็ยังไม่ยอมแก้ไข
อ้างว่าเป็นนิสัยบ้าง อ้างว่าแก้ยากบ้าง อ้างว่าแก้ไม่ได้บ้าง
แต่อย่าลืมว่าสำหรับคริสเตียน เราสามารถทำอะไรก็ได้ โดยพระเจ้าเสริมกำลังเรา
อย่าให้มารมาหลอกว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนได้ ไม่สามารถแก้ไขได้ ไม่สามารถกำจัดจุดอ่อนได้
ฟป.4:13 ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า
พระเจ้ามั่นใจว่าเราสามารถเปลี่ยนได้ เมื่อเราตั้งใจทำสุดกำลังของเรา พระเจ้าจะทรงช่วยในส่วนที่เราทำไม่ได้
ยึดหลักที่ท่านอับราฮัม ลินคอล์น พูดเสมอ คือ “ข้าพเจ้าเป็นคนเดินช้า แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเดินถอยหลัง”
แม้เราอาจจะถึงจุดหมายช้ากว่าผู้อื่น แต่ถึงอย่างไรเราก็ถึงจุดหมายนั้น

3. ถ้าเข้าใจชีวิต ก็จะกล้ากำจัดจุดอ่อน และพัฒนาจุดแข็ง
เราต้องเข้าใจว่า ชีวิตคนก็ไม่ต่างจากเรือที่แล่นในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
เมื่อทะเลราบเรียบ แม้เรือเล็กก็แล่นได้ แต่อย่าลืมว่าทะเลไม่ได้ราบเรียบเสมอไป
บ่อยครั้งทะเลต้องเจอมรสุม ... ชีวิตของคนเราก็เป็นเช่นนั้นแหละ

3.1 เราต้องสร้างเรือชีวิตให้แข็งแกร่ง พอที่จะสามารถผ่านมรสุมได้
เรือชีวิตของเราจะแข็งแกร่งได้ ก็ต้องกำจัดจุดอ่อนและพัฒนาจุดแข็งของเราทุกวัน
คำหนึ่งที่พระคัมภีร์มักจะใช้คือ คำว่า “กลับใจเสียใหม่”
มก.1:15 และตรัสว่า "เวลากำหนดมาถึงแล้ว และแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว จงกลับใจเสียใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐเถิด"
กลับใจเสียใหม่ คือ ปรับเปลี่ยนแนวคิดทัศนคติเสียใหม่ ปรับเปลี่ยนการประทำเสียใหม่
เพราะความสำเร็จที่พระเจ้าประทานให้นั้นใกล้เข้ามาแล้ว
เราต้องเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า “เราดีแล้ว เก่งแล้ว ยอดเยี่ยมแล้ว ไม่ต้องปรับปรุงแล้ว”
เพราะตราบใดเราอยู่ในโลกใบนี้ เราก็เป็นเหมือนนักเรียนที่จะต้องส่งการบ้านให้พระเจ้าทุกวัน
ต้องปรับกันไปเรื่อย เปลี่ยนกันไปเรื่อย เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดถวายแด่พระองค์

3.2 ถ้าเรือชีวิตของเราไม่แข็งแกร่ง ถึงจะผ่านมรสุมได้ แต่ก็ผ่านอย่างหวุดหวิด
เรือชีวิตที่ไม่แข็งแกร่ง แม้ผ่านมรสุมได้ก็ผ่านอย่างหวุดหวิด ทุลักทุเล ชีวิตของคนส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้แหละ
น้อยคนจะยอมรับการสร้างชีวิต โดยเฉพาะการสร้างผ่านพระวจนะพระเจ้า
ขาดโบสถ์ ขาดการอธิษฐาน ขาดการเรียนพระคัมภีร์ ขาดการสามัคคีธรรม
ผล คือ ชีวิตไม่ได้ก้าวไปไกลอย่างที่ควร รอดก็รอดอย่างหวุดหวิด ขาดบำเหน็จพระพร
สิ่งนี้ท้าทายเรา เพราะพระเจ้าทรงตั้งใจเลือกเรา เพื่อให้โลกเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ผ่านชีวิตของเรา
กำจัดจุดอ่อน พัฒนาจุดแข็ง -4- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

3.3 แม้ชีวิตเราไม่ได้เป็นเรือใหญ่ แต่ถ้าเป็นเรือเล็กที่กล้าปรับทิศทางตามแรงลม ก็สามารถฝ่าคลื่นลมได้เช่นกัน
ชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องเป็นเรือใหญ่ที่แข็งแรงเสมอไป
ถ้าเราเป็นเรือเล็กที่รู้จักปรับทิศทาง รู้จักปรับใบเรือ เราก็สามารถแล่นผ่านมรสุมของชีวิตได้เช่นกัน
ถ้ามีลมแรงมา เราไม่ไปต้าน เรือเราก็ไม่คว่ำ สำคัญที่เราต้องรู้จักปรับทิศทางและใบเรือ
เช่น การรู้จักปรับตัวท่ามกลางเศรษฐกิจตกต่ำ ปรับค่าใช้จ่ายลง ปรับความเป็นอยู่ลง เราก็อยู่รอด
ท่ามกลางการทะเลาะเบาะแว้ง เราก็กล้าที่จะปิดปาก ไม่เข้าสู่สงครามน้ำลาย
หรือเมื่อเกิดคลื่นลม ก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต
การที่เราล้มลง ไม่ได้หมายถึง เราล้มเหลว การล้มลงไม่ใช่เรื่องน่าอาย การไม่ลุกขึ้นต่างหากที่น่าอาย
เมื่อล้มลง เราต้องใช้ความกล้าหาญที่จะจัดการให้ลุกขึ้นให้ได้
นักเดินเรือที่เก่งกาจ สิ่งที่สร้างเขาคือลมมรสุมนั่นแหละ
ความลำบากไม่เคยทำลายใคร ความลำบากมีแต่สร้างคน ความสบายต่างหากที่ทำลายคน

3.4 แม้ไม้กระดาน ก็สามารถโต้คลื่นของชีวิตได้
หลายชีวิต ไม่ได้เป็นเรือใหญ่ เป็นไม่ได้แม้เรือใบ แต่ขอหนุนใจว่า ไม้กระดานก็สามารถโต้คลื่นได้เช่นกัน
ใบเรือไม่มี เปียกน้ำตลอด แต่ก็สามารถโต้คลื่นของชีวิตได้
ถ้าเรากำจัดจุดอ่อน ถ้าเราพัฒนาจุดแข็งทุกวัน ชีวิตของเราก็สามารถโต้คลื่นของปัญหาได้
แต่คนที่ไม่กำจัดจุดอ่อน และไม่พัฒนาจุดแข็ง ไม้กระดานนั้นจะถูกคลื่นซัด ลอยไปตามกระแส และจมลงในที่สุด

4. ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของคน เกิดจากแรงขับเคลื่อนภายใน ไม่ใช่สิ่งจูงใจภายนอก
สิ่งจูงใจภายนอก คือ เห็นเขาเป็น ก็อยากเป็นบ้าง ทั้งๆ ที่ไม่รู้กำลังของตน
เห็นเขาเป็นเรือใหญ่ ก็อยากเป็นอย่างเขา ทั้งๆ ที่เราเป็นได้แค่ไม้กระดาน เป็นต้น
ส่วนแรงขับเคลื่อนภายใน เกิดจากความตั้งใจและความเข้าใจภายใน
เช่น แม้เราเป็นไม้กระดาน แต่ตั้งใจสร้างตัวเองให้เป็นไม้กระดานที่มีคุณค่าที่สุด
แม้เรามีจุดอ่อน แต่เราตั้งใจที่จะกำจัดมันให้ได้
แม้เราไม่เก่งมาก แต่เราตั้งใจที่จะพัฒนาเรื่อยๆ เราก็สามารถทำได้
ถ้าเรามีความตั้งใจและมุ่งมั่นจากภายใน จุดอ่อนเราสามารถกำจัดได้ จุดแข็งเราสามารถพัฒนาได้
และความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลจากชีวิตของเรา

5. วิธีการและขบวนการกำจัดจุดอ่อนและพัฒนาจุดแข็ง
5.1 สำรวจและค้นหาจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเองให้ได้
ถ้าเราสังเกตให้ดี การอธิษฐานของคริสเตียน ส่วนใหญ่จะเป็นการก้มหน้า
นัยยะที่พระเจ้าสอนเราผ่านท่าทีในการอธิษฐาน คือ สอนให้เรารู้จักก้มลงสำรวจชีวิตตัวเอง
ตรงไหนเป็นจุดอ่อนของเราบ้าง เช่น การสื่อสาร มนุษย์สัมพันธ์ ความรู้ คุณธรรม หรือการสำเสนอ
เรารับได้หรือไม่ทั้งคำติและคำชม หรือรับได้เฉพาะคำชม คำติรับไม่ได้
ทุกอย่างเราต้องกล้าสำรวจตัวเอง เพราะถ้าไม่สำรวจ เราก็ไม่มีวันค้นพบ
และถ้าเราค้นไม่พบ เราก็ไม่สามารถที่จะกำจัดและพัฒนามันได้


กำจัดจุดอ่อน พัฒนาจุดแข็ง -5- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

5.2 ต้องรู้จักใช้ผู้อื่นเป็นกระจกเงา
ตัวเรามักจะมองไม่เห็นตัวเองตามความเป็นจริง
ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่เราสามารถใช้เป็นกระจกเพื่อส่องสำรวจชีวิตของเรา คือ ผู้อื่น
กล้าให้ผู้อื่นวิจารณ์ กล้าขอคำแนะนำจากผู้อื่น กล้ารับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเกี่ยวกับตัวเราเอง
เราจะรู้จักจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเองได้มากขึ้น

5.3 ตัวเราต้องกล้านำปัญหา (จุดอ่อน) และความสำเร็จ (จุดแข็ง) มาทบทวน
เมื่อเราค้นหาจุดอ่อนและจุดแข็งของเราเจอ ทั้งจากตัวเองและจากผู้อื่น
ทุกเรื่องเราต้องกล้านำมาทบทวน ลองใคร่ครวญดูว่าปัญหาในชีวิตของเราคืออะไร
และความสำเร็จในชีวิตของเราเกิดขึ้นได้อย่างไร ค่อยๆ กำจัดปัญหาและค่อยๆ สนับสนุนความสำเร็จของตัวเองทุกวัน

6. ความสำคัญของการกำจัดและการพัฒนา
6.1 ถ้าเราไม่กำจัดจุดอ่อนและไม่พัฒนาจุดแข็ง จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายชีวิต
เราทุกคนล้วนมีเป้าหมายของชีวิต การมีเป้าหมายนั้นว่ายากแล้ว
แต่เมื่อไปถึงเป้าหมายแล้วต้องรักษาไว้ให้ได้ กลับเป็นสิ่งที่ยากกว่า
- เป้าหมาย อยากมีครอบครัว แต่เมื่อมีครอบครัวแล้ว การรักษาครอบครัวไว้ให้อบอุ่น ยากยิ่งกว่า
ถ้าคุณธรรมไม่แข็งพอ วุฒิภาวะไม่สูงพอ ก็อยู่ด้วยกันยาก
- ในคริสตจักรอยากมีผู้รับใช้ดีๆ แต่เมื่อมีผู้รับใช้ดีๆ แล้วก็รักษากันไม่ได้
สมาชิกบ่นมาก นินทามาก ต่อว่ามาก ก็ทำให้คนดีเป็นจำนวนมากท้อใจในการทำงาน
- เป้าหมาย อยากเป็นหัวหน้าคน เก่งแต่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
ใครจะอยากทำงานด้วย บางคนจบเกียรตินิยม แต่เป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป
การมีอารมณ์ไม่ผิด แต่การต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ด้วย โกรธได้ แต่อย่าเกลียด
- เป้าหมาย อยากทำงานระดับอินเตอร์ แต่ไม่เก่งภาษา ก็ไปไม่ได้
จะไปได้ ก็ต้องไปกำจัดจุดอ่อนเรื่องภาษาเสียก่อน คือ ไปเรียนรู้ให้ดีขึ้น
- เป้าหมาย อยากจะก้าวหน้า อยากจะอัพเกรดตัวเอง ก็ต้องค้นคว้า เรียนรู้และปรับปรุงแก้ไข
การไม่กำจัดจุดอ่อนและไม่พัฒนาจุดแข็ง สามารถส่งผลกระทบได้มากมายทั้งเรื่องครอบครัว
หน้าที่การงาน เพื่อน สังคมและคริสตจักร

6.2 จุดอ่อนที่ใกล้ตัว จุดแข็งที่ใกล้ตัว คือ คำพูด ... อย่ามองข้าม
คำพูดของเราเอง เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก และเป็นได้ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งที่เราต้องไม่มองข้าม
อฟ.4:29 อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย แต่จงกล่าวคำที่ดีและเป็นประโยชน์ให้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง
แน่นอนที่สุดคำหยาบคายไม่ควรจะออกจากบาปของเรา เพราะจะกลายเป็นจุดอ่อนทันที
แต่คำที่ดีและเหมาะสมนั้นก็ใช่ว่าจะกล่าวกันได้ง่ายๆ ต้องดูเวลา วาระและดูว่าเหมาะกับความต้องการของเขาหรือไม่
สิ่งที่พูดแม้จะเป็นความจริง แต่ถ้าพูดแล้วแทนที่จะเป็นคุณ กลับเป็นโทษ เราก็ไม่ควรพูด
เราต้องฝึกทุกวัน แรกๆ อาจจะรู้สึกว่ายาก แต่ถ้าเราตั้งใจทำไปเรื่อยๆ ทุกอย่างจะดีขึ้น
เราจะพัฒนาคำพูดได้ ต้องเริ่มต้นที่พัฒนาทัศนคติและความเข้าใจ ... เข้าใจความเหมือนและความต่างของคน
กำจัดจุดอ่อน พัฒนาจุดแข็ง -6- โดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน

นอกจากนี้ ต้องปรับเรื่องอารมณ์ ซึ่งบางเรื่องยากแต่ต้องไม่ท้อ ไม่ล้มเลิก
ฟป.3:14 ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบน ให้เราไปรับ
ทุกเรื่องกว่าจะได้มานั้นไม่ง่าย ต้องบากบั่น ต้องมุ่งหน้าทำต่อไป

6.3 ปัจจัยสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
ในการกำจัดจุดอ่อนและพัฒนาจุดแข็งนั้น มีปัจจัยที่สำคัญในการนำเราสู่ความสำเร็จ คือ
ก. ต้องเอาชนะตัวเอง
ลก.9:23 พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า "ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา
การที่เราจะกำจัดจุดอ่อนและพัฒนาจุดแข็งของเราให้ได้ ไม่ต้องเอาชนะใคร แต่ต้องเอาชนะตัวเองให้ได้
ไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้เลย ไม่อยากทำก็ต้องทำ เพื่อชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีวินัยชีวิต

ข. มุ่งสู่น้ำพระทัยพระเจ้า
ลก.22:42 ว่า "พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด"
ยึดตัวอย่างจากพระเยซูคริสต์ พระองค์ไม่ทำอะไรตามใจตัวเอง แต่มุ่งสู่น้ำพระทัยของพระบิดา
น้ำพระทัยของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงให้เกียรติและเห็นคุณค่าทุกคน
คนอ่อนแอมักจะเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตน แต่น้อยคนที่จะเข้าใจผู้อื่น
แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อกันและกัน ต้องมีกันและกันเสมอ
การกำจัดจุดอ่อนและพัฒนาจุดแข็ง ไม่ใช่เพื่อเราเท่านั้น แต่เพื่อพระเจ้าและเพื่อสังคมด้วย

ค. ลืมสิ่งที่ผ่านมาแล้ว โน้มตัวไปข้างหน้า
ฟป.3:13 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า
อย่าให้สิ่งที่ผ่านมาแล้วเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการกำจัดจุดอ่อนหรือพัฒนาจุดแข็ง
สิ่งที่ผ่านมาแล้ว เอาคืนไม่ได้ อย่าให้มันโซ่มัดเรา
คนที่เคยล้มใช่ว่าจะล้มตลอดไป พระเจ้าให้กำลังใจคนของพระองค์ก้าวไปข้างหน้าเสมอ

ง. รับการสร้างจากผู้นำ เราต้องมีผู้นำ
คส.1:28-29 พระองค์นั้นแหละเราประกาศอยู่ โดยเตือนสติทุกคนและสั่งสอนทุกคนให้มีสติปัญญาทุกอย่าง เพื่อจะได้ถวายทุกคนให้เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์เพื่อเหตุนี้เองข้าพเจ้าจึงตรากตรำทำงานด้วยความอุตสาหะ เข้มแข็งด้วยพลังที่พระองค์ทรงดลใจข้าพเจ้าอยู่
สำคัญมากในการกำจัดจุดอ่อนและพัฒนาจุดแข็ง เราต้องมีผู้ที่นำและสร้างเรา
เปาโล สร้างผู้เชื่อให้เข้มแข็งได้ ด้วยการเตือนสติ ด้วยการสั่งสอน
ส่วนหนึ่งที่พระเจ้าสร้างเราให้เข้มแข็ง คือ สร้างผ่านผู้นำและผู้รับใช้ของพระองค์
ถ้าเรายอมรับการสร้าง เราก็สามารถกำจัดจุดอ่อนและพัฒนาจุดแข็งของเราได้ทุกวัน